Your browser (Internet Explorer 6) is out of date. It has known security flaws and may not display all features of this and other websites. Learn how to update your browser.
X

Archive for November, 2011

Post

TOEFL 07: งานเขียนที่ดีต้องมี…

วันนี้เราจะมาคุยกันถึงทักษะการเขียนที่คน ส่วนใหญ่มักจะพบว่าทักษะนี้ทำได้ค่อนข้างยาก เมื่อมนุษย์เริ่มเรียนภาษาเราก็มักจะเริ่มต้นโดยการฟังก่อน นึกถึงเด็กทารกที่เริ่มจากฟัง จากนั้นเด็กคนนั้นก็จะเริ่มที่จะพูด เมื่อเข้าโรงเรียนเราก็จะได้รับการฝึกฝนทักษะการอ่าน แล้วจึงมาสู่ทักษะการเขียนไงครับ

หากแต่ผมเคยได้รับ email จากผู้สนใจในหลักสูตรของ Kendall ในหลายครั้งว่า “ผมหรือดิฉันอยากเรียนภาษาอังกฤษเพียงแค่ให้พูดได้และเขียนได้ “

ผมว่าคำพูดดังกล่าวขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงนะครับเพราะทักษะของการพูดและการเขียนต้องได้รับการฝึกฝนอย่างจริงจัง ดังนั้นเราต้องทุ่มเทมากกว่าความรู้สึกว่า “เพียงแค่” 😀

วันนี้เรามาเริ่มกันที่…

เคล็ดไม่ลับในการที่จะทำให้งานเขียนของคุณดูเป็นมืออาชีพครับ”

มีคุณป้าเจ้าของค่ายของนางงามอยู่ค่าย หนึ่งซึ่งผมจำไม่ได้ชัดว่าเป็นป้าอะไร? ได้พูดวลีโวหารซึ่งเป็นประโยคทองของบทเรียนวันนี้นั้นคือ

“ฉันสามารถให้สาวคนไหนก็ตามชนะการประกวดนางงาม ไม่ว่าสาวเจ้าจะสวยหรือไม่ จะอ้วนหรือผอม ขาวหรือดำ แต่ต้องขอให้สาวคนนั้นตัวสูงก็พอแล้ว”

นอกจากคำพูดดังกล่าวนั้นแสดงถึงความมั่นใจ ของคุณป้าในการปั้นเด็กแล้ว คำพูดนั้นบอกถึง intrinsic value ของการเป็นนางงาม (หากผู้อ่านท่านใดไม่ทราบคำว่า intrinsic แปลว่าอะไร? ลองเปิด dictionary นะครับ) แล้วจะมีลักษณะจำเพาะอะไรไหมในงานเขียนที่ดี?

สิ่งที่สามารถเปรียบเทียบได้กับคุณลักษณะ ของความสูงของนางงามในงานเขียนนั้นก็คือโครงสร้างที่ดีของงานเขียน งานเขียนที่ดีต้องประกอบด้วย 3 ส่วนคือ

  • Introduction: บทนำที่สามารถดึงดูดใจให้ผู้อ่านสนใจและอยากอ่านต่อ รวมทั้งบอกให้ผู้อ่านทราบถึงเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้น ในบางครั้ง เราบอกว่าบทนำก็คือ “Tell them what you are going to tell.”
  • Body: เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญของการเขียนทั้งหมด ความคิดและสิ่งที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านคล้อยตามจะอยู่ในส่วนเนื้อหานี้ การจัดวางรูปแบบรวมทั้งการใช้ตัวอย่าง, ข้อมูล, เรื่องเล่าเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ส่วนเนื้อหานี้หนังสือบางเล่มก็บอกว่าคือส่วนที่ “Tell them.” หรือการเล่าเรื่องราวที่อยากจะเล่าครับ
  • Conclusion: บทสรุปเป็นการกล่าวย้อนถึงเนื้อหาที่ได้กล่าวมาแล้ว ผมขอย้ำนะครับว่าเป็นเรื่องราวที่ได้กล่าวมาแล้วเท่านั้น เฉพาะในการเขียนบางประเภทเท่านั้นที่ผู้เขียนอาจจะสามารถตั้งคำถามหรือ ประเด็นใหม่ให้ผู้อ่านฉงนและนำไปคิดต่อได้ หากแต่โดยปกติแล้วเป็นเพียงการกล่าวย้อนเหมือนคำที่ว่า “Tell them what you have just told.”

เมื่อทุกท่านทราบถึงเคล็ดไม่ลับในการพัฒนาทักษะในการเขียนให้ดูเป็น professional แล้ว ก็เหลือเพียงนำไปลงมือปฏิบัติครับ และนี้ก็คือเหตุผลหนึ่งที่ทาง Kendall จัดให้มีการเรียนที่เป็นลักษณะ Writing Workshop ที่ผู้เรียนจะต้องลงมือเขียนอย่างจริงจัง(และทุก essay จะได้รับการตรวจโดยตรงจากผม)เพราะถึงแม้ทราบ theory หากแต่ไม่ได้นำไปฝึกฝนก็จะไม่สามารถพัฒนาได้ครับ

สรุปนะครับเขียน essay ทุกครั้งต้องมี Intro-Body-Conclusion สำคัญมากกกก นะครับ

แล้วคุยกันอีกครับ 😀

ดร.สิระ สุทธิคำ

Articles

TOEFL 06: Cold hearted, Green eyes และ Banana joke คืออะไร?

วันนี้ผมได้รับคำถามจากคุณ Abhirati S. ซึ่งน่าจะเป็นนักฟังเพลงตัวยงโดยมีรายละเอียดดังนี้

Q: ความหมายของคำว่า cold heart, green eyes และ banana joke คืออะไรคะ? อาจารย์สิระช่วยตอบด้วยคะ 

ดังนั้นเรามาเริ่มจากคำแรกก่อนเลยนะครับ..

Cold hearted = หัวใจที่เย็นชา ยกตัวอย่างเช่น

  • Cold-hearted killer jailed for life; Hitman who shot boy “never showed remorse.”

นักฆ่าที่เยือกเย็นอำมหิตนี้ถูกศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต มือปืน(hitman) ยิงเด็กเล็กและไม่เคยแสดงความเสียใจ (remorse)

สำหรับคำว่า Green eyes มีได้หลายความหมายครับ

เราต้องดูจาก context โดยรอบ green eyes อาจจะหมายถึง

  • คนที่มีตาสีเขียวก็ได้
  • สาวสวยก็ได้เหมือนกับคำว่า “blue eyes”
  • คนที่รักสิ่งแวดล้อม – เริ่มเป็นคำที่คนใช้มากขึ้น
  • และแม้กระทั่งมนุษย์ต่างดาวที่เรามักจะนึกว่ามันตัวสีเขียวก็เลยเอาตาสีเขียวให้ด้วยเลย

ดูตัวอย่างจากเพลงของ Berryman, Buckland, Champion และ Martin (วิดิโออยู่ด้านบน)

“The green eyes
Yeah, the spotlight shines upon you
And how could any
Anybody deny you?”


เพลงนี้คงกล่าวถึงสาวสวยนะครับ  😀


สุดท้ายแล้วครับ a banana joke หมายถึง

คำว่า banana เราใช้เรียกคนบ้าบอได้ ซึ่งจะหมายถึงว่าเรื่องตลกแบบไร้สาระนะครับ หรือหากเราจะแปลตรงตัวเราก็จะบอกได้ว่า banana joke คือเรื่องตลกที่เกี่ยวกับกล้วย

… ลองมาดูซักเรี่องสองเรื่องดีไหมครับ?

Banana joke #1

Q: Why did the banana go to the doctor’s office?
A: She wasn’t peeling well.


peeling = ปลอกเปลือก เสียงของมันจะพ้องกับคำว่า feeling ครับ

Banana joke #2

Q: What was the highlight of the banana gymnast’s performance?
A: A banana split.

split = แยกขาได้ดังนั้น ไอศครีม banana split ก็กลายเป็นทักษะของนักกีฬายิมไปได้ครับ 555

แล้วคุยกันอีกครับ 😀
ดร.สิระ สุทธิคำ

Articles

TOEFL 05: ทิปในการเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์ปริญญาเอก

Q: หนูกำลังจะไปสอบสัมภาษณ์เพื่อเข้าเรียนต่อปริญญาเอกและรู้สึกกังวลมาก อยากรบกวนอาจารย์ช่วยแนะให้ด้วยนะค่ะ” – คุณ… (ต้องขออภัยที่หาชื่อและ email ของผู้ถามไม่พบครับ)

 
“There’s More Than One Type of Interview”

ครับอย่างคำกล่าวข้างต้นครับ ไม่มีการสัมภาษณ์เพียงแบบเดียว ดังนั้นคำถามนี้จึงเป็นคำถามที่ตอบได้ยากครับ หากแต่ผมได้แบ่งบทเรียนนี้เป็น 2 ส่วนและหวังว่าชาว EnglishThailand จะได้ประโยชน์จากบทความนี้

  • คำถามที่พบบ่อยในการสมัครปริญญาเอก
  • ทิปการสอบสัมภาษณ์เข้าเรียน Ph.D. ของ ดร.สิระ สุทธิคำ

คำถามที่พบบ่อยในการสมัครปริญญาเอก

สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

วิชาการ

  • ช่วยแนะนำตัวหน่อยครับ? (ควร focus คำตอบไม่เกิน 3 เรื่องเท่านั้นนะครับ)
  • คุณมีเป้าประสงค์ในชีวิตและแผนการที่จะไปสู่เป้าหมายนี้อย่างไร?
  • ทำไมถึงคุณสนใจที่จะเข้าเรียนปริญญาเอกที่ [XYZ]?
  • คุณได้เตรียมพร้อมกับการเรียนที่นี่อย่างไรบ้าง?
  • อะไรที่คุณสามารถ “ให้” กับโครงการปริญญาเอกที่นี่ได้? (ไม่ใช่เงินนะครับ 555)
  • จะทำวิจัยเรื่องอะไร? อะไรคือมูลเหตุจูงใจ?
  • คุณคิดอย่างไรกับ (เรื่องราวที่กำลังเป็นข่าวหรืออยู่ใน field ที่เราไปสัมภาษณ์)?
  • อะไรที่คุณคิดว่าเป็นความสำเร็จที่สุดในชีวิตของคุณ? เพราะอะไร?

ส่วนตัวและอื่น

  • จุดอ่อนและจุดแข็งของคุณคืออะไร?
  • อะไรคือประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย? หรือมัธยม? หรือ ทำงาน?
  • คุณชอบหรือสนใจอะไร?
  • กิจกรรมที่คุณชอบทำมีอะไรบ้าง?
  • ช่วยเล่าเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวให้หน่อย
  • หนังสือที่ชอบอ่านคืออะไรบ้าง? เพราะอะไร?

สามารถดูคำถามอื่นๆ แลทิปเพิ่มเติมได้ที่ http://www.550up.com/ee <–คลิกที่นี่


ทิปเกี่ยวกับการสอบสัมภาษณ์เข้า Ph.D. ของ ดร.สิระ สุทธิคำ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมมักจะแนะให้ผู้ที่จะเข้าสัมภาษณ์นี้นึกถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย

  • ทุกคนชอบให้ผู้อื่นสนใจในงานของตน ดังนั้นหากสามารถค้นประวัติของผู้สัมภาษณ์เรามาก่อนได้ก็จะสามารถที่จะเข้าใจความสนใจของอาจารย์แต่ละท่านได้ และหากโอกาสเหมาะสมเราควรจะ tie ความสนใจนั้นเข้ากับความสนใจของเรา (แต่ต้องระวังนะครับ อย่าให้มันไม่จริงใจนะครับ อาจารย์ส่วนใหญ่จะฉลาดและมีประสบการณ์มากนะครับ มองครั้งเดียวทะลุนะครับ)
  • แสดงถึงความใส่ใจและแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่เราสามารถให้กับโครงการหรือมหาวิทยาลัยได้ ในการสัมภาษณ์ในหลายครั้งได้เปลี่ยนห้องสัมภาษณ์เป็นเวทีแสดงออกถึงความ เก่งกาจของผู้เข้าสัมภาษณ์เท่านั้น แต่ต้องอย่าลืมครับว่าประโยชน์ที่เราจะให้กับมหาวิทยาลัยนั้นมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนครับ อย่าลืมหาข้อมูลก่อนครับ!
  • กลุ่มของอาจารย์เป็น different breed ครับ หากถามวิธีที่จะเปลี่ยน light bulb จากอาจารย์ซัก 10 ท่านก็คงไม่ประหลาดใจนักที่จะได้คำตอบกว่า 100 วิธีนะครับ 555 เนื่องจากอาชีพอาจารย์เป็นผู้นำทางด้านความคิด ดังนั้นอาจารย์ทุกท่านอาจจะไม่เห็นไปในทิศทางเดียวกันได้ครับ ดังนั้นจงแสดงความคิดเห็นเป็นตัวของเราเองหากแต่อย่า offend ใครในห้องสัมภาษณ์ ตั้งคำถามได้และไม่เห็นด้วยได้ แต่ต้องไม่ offend ใครครับ!
  • คิดก่อนพูดและเป็นนักฟังที่ดี การเป็นนักฟังที่ดีในวงการการศึกษาไม่ใช่นั่งเงียบแต่เป็นการฟังและเสริมต่อในจังหวะที่เหมาะสม อย่าพูดจังหวะที่คณะกรรมการพูดหรืออธิบายสิ่งที่สำคัญ
  • เชื่อมั่นในตนเองและหาโอกาสที่เหมาะสมในการแสดงความสามารถ
  • สุดท้ายอาจจะไม่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์โดยตรงครับ แต่ผมอยากแนะนำให้ “Be nice to everyone.” รวมทั้งเลขาที่จัดลำดับการเข้าสัมภาษณ์ และแม้กระทั่งแม่บ้านที่มาเสริฟน้ำในห้องประชุม คนดี(และน่ารัก)ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้นะครับ กล่าวคำว่า “ขอบคุณครับ/คะ” ให้ดัง, จริงใจ, และบ่อยครั้งครับ

ขอให้โชคดีครับ แล้วคุยกันใหม่ครับ 😀

ดร.สิระ สุทธิคำ