Your browser (Internet Explorer 6) is out of date. It has known security flaws and may not display all features of this and other websites. Learn how to update your browser.
X

Archive for December, 2011

Articles

TOEFL 15: SQ3R – เทคนิคการอ่านชั้นสูง

Q: เรียน ดร.สิระ – ขณะนี้ดิฉันพบปัญหาแล้วล่ะค่ะ ว่าการอ่านประโยคยาวๆๆ ไม่สามารถจับประเด็น main idea ได้ เพราะอ่านๆๆไป นั่งแปลจนมึนไปหมด จึงแยกหลักของประโยคไม่ได้ หากมีหลายประโยคซ้อนกัน แถมยังตัดคำซ้ำออกอีก รบกวนแนะนำด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ – คุณสุณิชชา

ทักษะการอ่านนั้นเป็นทักษะที่จำเป็นกับเรามาก เพราะสื่อในการเรียนรู้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเอกสารไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือ electronic ก็ตามครับ หากแต่ทักษะการอ่านนั้นโดยเฉพาะในภาษาต่างประเทศนั้นไม่ได้อยู่ที่คำศัพท์เพียงอย่างเดียว ยังอยู่ในการวิเคราะห์ประโยค, เรื่องราว, ผู้เขียน รวมทั้ง message ที่ต้องการสื่อ ซึ่งกระบวนการพัฒนาทักษะการอ่านทั้งหมดจะใช้เวลาและความมุ่งมั่นมากครับ

วันนี้ผมจะมาแนะนำเทคนิคการอ่านที่ได้มีคนคิดค้นมานานมากพอควรแล้ว – Robinson, Francis Pleasant, (1961, 1970) Effective study (4th ed.), Harper & Row, New York, NY.- และปัจจุบันน่าจะได้รับการยอมรับมากที่สุดวิธีหนึ่งนั้นคือ

SQ3R

…ดูเหมือนรหัสลับอะไรประมาณนั้นนะครับ หากแต่ SQ3R คือคำย่อของคำว่า…

Survey! Question! Read! Recite! Review!

หลักการมีดังนี้ครับ…

Survey
ก่อนลงมืออ่าน, ให้ทำการสำรวจเรื่องราว

  • ดูหัวเรื่องบท, หัวข้อใหญ่ และ หัวข้อย่อย
  • คำสรุปใต้ภาพ, แผนภูมิ, แผนที่ และ graph
  • ตรวจดูคำถามท้ายบทหรือ study guide
  • อ่าน paragraph introduction และ conclusion

Question
ในขณะที่กำลังทำ survey ให้ตั้งคำถามกับตัวเอง

  • เปลี่ยนหัวเรื่องบท, หัวข้อใหญ่ และ หัวข้อย่อย เป็นคำถามว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไรกับเรา?
  • ถามตัวเองว่า “อาจารย์/เจ้านาย พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ให้อ่านหรืองานที่ได้มอบหมายให้?”
  • ถามตัวเองว่า “เรารู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่านแล้วบ้าง?”

Read
เมื่อลงมืออ่าน

  • ให้หาคำตอบกับคำถามที่คุณได้ถามไว้ก่อน
  • พยายามหาคำตอบของคำถามท้ายบท
  • อ่านซ้ำ คำสรุปใต์ภาพ, แผนภูมิ, แผนที่และ graph
  • สังเกตคำที่ขีดเส้นใต้, ตัวเอียง, ตัวหนา
  • อ่านให้ช้าลงสำหรับงานอ่านที่ยากหรือไม่คุ้นเคย

Recite
หลังอ่านจบแต่ละ section

  • ให้คิดเป็นคำพูดของเราเองว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร? และเราได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง?
  • บันทึกข้อสรุปเหล่านั้นด้วยการเขียน

Review:

  • ทบทวนข้อมูลอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

 

มีคำกล่าวในภาษาอังกฤษว่า เราสามารถเพิ่มทักษะในการเรียนรู้เป็น 3 ถึง 4 เท่าโดยการ

  • TRIPLE STRENGTH LEARNING: Seeing, saying, hearing
  • QUADRUPLE STRENGTH LEARNING: Seeing , saying , hearing, writing!!!

ก็ลองนำไปใช้งานดูครับ สามารถปรับให้เข้ากับ style การเรียนรู้ของเราได้ครับ

 

และสำคัญ! อย่าเพิ่งท้อครับ ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถพัฒนาทักษะการอ่านได้ครับ 😆

แล้วคุยกันอีกครับ
ดร.สิระ สุทธิคำ

Articles

TOEFL 14: วิธีเตรียมตัวเสนอผลงาน – แบบมืออาชีพ!

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมได้รับคำถามจากนักเรียนที่ Kendall ที่ได้เดินมาสอบถามผมหลังจากเลิกเรียน ด้วยความสนใจ ผมเห็นว่าคำถามดังกล่าวเป็นคำถามที่ดี จึงอยากจะนำเสนอให้กับชาว EnglishThailand ทั้งหมดครับ

Q: ผมไม่ค่อยมั่นใจเวลาเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษ อาจารย์สิระมีข้อแนะนำอะไรบ้างครับ?

หลายคนอาจจะรู้สึกกดดันเมื่อต้องนำเสนอผลงานต่อหน้าผู้คน 😥

สำหรับ สมาชิกชาว EnglishThailand ที่มีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับการนำเสนอผลงาน

ผมใคร่ขอให้มั่นใจได้ว่า…

  • “พรสวรรค์อาจจะมีผลต่อทักษะในการพูดในที่สาธารณะสำหรับคนจำนวนหนึ่ง หากแต่คนส่วนใหญ่ต้องเรียนรู้, ใช้ประสบการณ์ รวมทั้งมั่นฝึกฝนเพื่อให้สามารถนำเสนอผลงานได้เป็นที่ประทับใจ”

และจงคิดว่า…

  • การเสนอผลงานที่ดีเป็นโอกาสที่จะให้ฝ่ายบริหารเห็นความสามารถและคุณค่าของเรา
  • การเสนอผลงานที่ดีเป็นสิ่งที่จำเป็นและไม่สามารถเลี่ยงได้ (ดังนั้นห้ามคิดกับตัวเองว่าถ้าเราทำงานดีแล้วซักวันเจ้านายก็จะเห็น แต่ถ้าเจ้านายไม่เห็น เราก็น้อยอกน้อยใจและเกิดความอิจฉากับเพื่อนร่วมงานที่ได้โอกาสที่ดีกว่า)
  • การเสนอผลงานที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน
  • และการเสนอผลงานที่ดีเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้

ดังนั้นวันนี้ผมใคร่เสนอทิปที่ผมอ่านจาก Internet มาเพื่อให้พวกเราลองอ่านดูนะครับ

How to prepare a presentation

  1. Have a strong opening sentence to capture your audience.
  2. Hand out at least one piece of paper.
  3. Respect your audience.
  4. Use humor, it helps.
  5. Eye contact is very important
  6. Speak to the audience, do not read.
  7. Practice, it pays.
  8. Speak slowly and leave gaps for questions


สำหรับข้อที่ 2 นั้นสำหรับบางสำนักก็บอกว่าไม่ควรจะส่งเอกสารให้ผู้เข้าฟังจนกว่าจะเสนอผลงานเสร็จเพราะจะทำให้ผู้ฟังไม่สนใจผู้พูด ในบางครั้งผู้ฟังก็อ่านล่วงหน้า หรือไม่แย่กว่านั้นก็เริ่มคุยกัน

สำหรับตัวผมเองไม่มี fast and hard rule(กฏที่ตายตัว) ในเรื่องดังกล่าว!

หากแต่คิดว่าขึ้นอยู่กับความเหมาะสมเช่น…

  • การเสนอผลงานนี้ใหญ่มากน้อยแค่ไหน?
  • ต้องการการมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงไหนจากผู้ฟัง?
  • ข้อมูลที่นำเสนอซับซ้อนมากน้อยแค่ไหน?

ด้วยตัวแปรดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดความเหมาะสมว่าควรจะส่ง handout ให้ผู้ฟังหรือไม่

ข้อ 4 และข้อ 8 จำเป็นอย่างยิ่งหากต้องการความสนใจจากผู้ฟัง หากแต่เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ยากสำหรับหลายคนดังนั้นผมจึงคิดว่าไม่จำเป็นสำหรับผู้พูดทุกท่าน

ส่วนข้อ 3 นั้น ผมยังจำได้เลยครับถึงตอนที่ผมเคยไปฝึกเรียน Public Speaking หนึ่งในเทคนิคโบราณนี้ก็สอนให้ว่าให้ผู้พูดนึกว่าผู้ฟังเป็นหมาเป็นแมว 555

ดังนั้นเราก็จะไม่เกิดความประหม่าและสร้างความมั่นใจให้กับผู้พูดยิ่งนักเพราะทั้งหมาและแมวไม่สามารถฟังรู้เรื่องและไม่รู้ว่าที่เราพูดนั้นถูกหรือผิด

แต่ความคิดดังกล่าวนั้นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องยิ่งนักเพราะถ้าเราไม่เคารพผู้ฟัง เราก็ไม่เตรียมตัวให้ดี และการนำเสนอผลงานในครั้งนั้นจะไม่มีความสุขหรือความภูมิใจอะไรทั้งสิ้นเลย นะครับ 555

สำหรับข้อที่ 1, 5, 6 และ 7 นั้นมีความสำคัญมากนะครับ แล้ววันหลังผมจะมาเล่าให้ฟังถึงข้อ 1 วิธีที่ท่านรองประธานาธิบดี Al Gore ใช้เปิดการพูดในที่สาธารณะเกี่ยวกับ global warming ที่สามารถเรียกร้องเสียงฮาได้อย่างถล่มทลายในการไปให้อ่านครับ

แล้วคุยกันอีกครับ

ดร.สิระ สุทธิคำ

Articles

TOEFL 13: Want กับ Need ต่างกันอย่างไร?

วันนี้ผมได้รับคำถามจากคุณสุภัทราและคุณจันทิมา ซึ่งมีรายละเอียดของคำถามคล้ายคลึงกันมากดังนี้ครับ

Q1: “ดร.สิระคะ – ดิฉันเข้าไปอ่านรายละเอียดของทุนแล้ว ดิฉันสนใจแต่ดิฉันต้องใช้ความพยายามในการที่จะเรียนภาษาอังกฤษให้เก่งเสียก่อน ดิฉันอยากจะถามเกี่ยวกับ คำว่า  “want” and “need” แตกต่างกันยังไงคะ” – คุณสุภัทรา จันทร์เรือง

Q2: “หนูมีคำถามซึ่งอยากจะถามอาจารย์ มาก เกี่ยวกัยวิธีการใช้คำ want และ need ว่ามีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร? รบกวน ดร.สิระ ตอบคำถามดิฉันด้วยค่ะ” – คุณจันทิมา

หากไม่ตอบคงไม่ได้แล้วครับ ผมจะเริ่มจากเรื่องที่คุณสุภัทราได้กล่าวถึงเรื่องทุนการศึกษาก่อนผมเห็น ด้วยเลยครับว่าภาษาอังกฤษมีความสำคัญมากๆ ครับ ลองไปสมัครจดหมายข่าวทุนการศึกษาที่สถาบัน Kendall ได้จะทำให้ได้ที่

สำหรับคำว่า want กับ need แตกต่างกันอย่างไร?

วันนี้เรามาลองดูกัน…

คำว่า

  • want = ต้องการ
  • need = จำเป็นต้องมี

ดังนั้นเราอาจจะสามารถพูดได้ทั้งสองแบบว่า

  • I want your help on this project.
  • หรือ I (really) need your help on this project.

ในการพูดในลักษณะของประโยคที่สองจะแสดงให้เห็นว่าผู้พูดแทบขาดความช่วยเหลือจากผู้ฟังไม่ได้ ในขณะที่ประโยคแรกเป็นกลางๆ ครับ


ครับเรามาลองดูประโยคตบท้ายกันนะครับ

  • I (need/want) to borrow some money from you to pay for my rent this month.

ใช้ want หรือ need ดีครับ? 😉

ติกต้อก…

ติกต้อก…

ติกต้อก…

หมดเวลาแล้วครับ

ถูกต้องแล้วครับที่เลือกใช้คำว่า “need” เพราะเป็นสถานการณ์ที่จำเป็นมากครับที่ต้องมีเงินค่าเช่าเพื่อจ่ายค่าบ้านใน เดือนนี้ครับ (และโดยปกติแล้วเราก็จะไม่ไปรบกวนคนอื่นในเรื่องเงินกันใช่ไหมครับ?) 555

แล้วคุยกันอีกครับ  😀

ดร.สิระ สุทธิคำ