Your browser (Internet Explorer 6) is out of date. It has known security flaws and may not display all features of this and other websites. Learn how to update your browser.
X

Archive for May, 2012

Articles

TOEFL 39: Cold call คืออะไรคะ?

Q: อ.สิระ อยากทราบว่า “cold call” เป็นวิธีการสอนอย่างหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาไช่ไหมคะ มันคืออะไร?คุณเพ็ญจันทร์ เจริญสุข

ผมขอตอบเป็นส่วนๆ ดังนี้นะครับ

Cold call คืออะไร?

คือการที่อาจารย์เรียกผู้เรียนทำการเปิด case (สรุปเรื่องราวที่ได้อ่านในคืนก่อน) และในบางครั้งในแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับ case การเรียนในลักษณะกรณีศึกษานี้เดิมทีเป็นเอกลักษณ์ของ การเรียนที่โรงเรียนกฎหมาย ซึ่งต้องการให้ผู้เรียนสามารถรับรู้ข้อมูลจำนวนมากจากเหตุการณ์ในอดีตและ สามารถนำประสบการณ์จากผู้เขียนกรณีศึกษาและการได้ discuss ในห้องเรียนไปใช้ งานจริงเมื่อมาทำงานในสำนักงานกฎหมาย ในปัจจุบันการเรียนดังกล่าวได้มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายใน B-School หรือโรงเรียนทางด้านบริหารธุรกิจเพราะจะสามารถให้ผู้เรียนสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์บริหารได้อย่างรวดเร็ว

 

เมื่อนักเรียนท่านแรกได้กล่าวสรุป case เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ก็อาจจะ cold call นักเรียนคนที่สองว่าคิดอย่างไร จากนั้นอาจารย์ก็มักจะถามทั้งห้องว่ามีใครที่ไม่เห็นด้วยและเปิดโอกาสให้แสดง เหตุผล ซึ่งในหลายวิชา, การมีส่วนร่วมในห้องเรียนและแสดงความเห็นจะมีผลต่อคะแนนในเทอมนั้นอาจจะมาก ถึง 60% ซึ่งมากกว่าการทำข้อสอบและเขียน paper รวมกันก็ได้ครับ และการเรียนลักษณะดังกล่าวอาจจะทำให้นักเรียนต่างชาติหลายคนมีปัญหาและได้รับคะแนนน้อยในวิชาดังกล่าวได้

ประโยชน์ของ cold call คืออะไร?


โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยกับวิธีการเรียนหนังสือที่มีการใช้ cold call มาเป็นส่วนผสม เนื่องจากการเรียนการสอนในลักษณะดังกล่าวสามารถทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมใน การเรียนได้อย่างมาก
เพราะการเรียนของ ผู้ใหญ่(ปริญญาโทหรือปริญญาเอก)นี้ บทเรียนก็มาจากความคิดของทั้งเพื่อนร่วมห้องและอาจารย์ นอกจากนั้นห้องเรียนที่มีการ cold call ก็จะเป็นการ “กึ่ง” บังคับให้ผู้เข้าเรียนเตรียมตัวมาก่อน เข้าเรียน ไม่ใช่มาเป็นเพียงแค่ “ผู้นั่งฟัง” เท่านั้น เราจะเห็นได้ว่าการเรียนโดยมี discussion นี้จะส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้เราฝึกฝนทักษะในการเสนอผลงาน, หัดทักษะในการเข้าของประชุม รวมทั้งฝึกทักษะการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น หากนำ cold call มาใช้ได้อย่างถูกต้องและผู้เรียนมีความตั้งใจ การเรียนการสอนที่มี cold call นี้จะสนุกมากครับ (ไม่มีคนหลับแน่นอนครับ)

 

เทคนิคของผู้เรียนที่จะประสบความสำเร็จกับการเรียนแบบ cold call


ผู้ที่จะได้คะแนนสูงจากการเรียนที่มีการ cold call ควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • ต้องอ่าน หนังสือล่วงหน้าก่อนค่อนข้างเร็ว อ่านเพื่อจับประเด็นใหญ่โดยดูหัวข้อหรือเป้าประสงค์ของการเรียนในครั้งนั้น อย่างเพิ่งสนใจในรายละเอียด
  • ควรจะ form กลุ่มเพื่อ discuss case ดังกล่าวก่อนเข้า “สนามรบ”
  • คนที่จะได้ คะแนนสูงไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่พูดมากที่สุด “พูดน้อย ต่อยหนัก” น่าจะสร้างความประทับได้ดีที่สุด พูดซัก 10-15% ของจำนวนครั้งเรียน
  • เตรียม 2-3 cases เป็นพิเศษที่จะเสนอเรื่องราวเป็นพิเศษ และอาสาที่จะ comment เมื่ออาจารย์ถามห้องเรียน
  • ในวันที่เรา พร้อมให้นั่งที่ระดับสายตาของอาจารย์จะได้มีโอกาสได้รับการเลือกให้พูดมาก ขึ้น และถ้าอาจารย์ถนัดขวาให้นั่งด้านซ้ายมือของอาจารย์เพราะจะเป็นตำแหน่งที่มี โอกาสที่อาจารย์จะเห็นเราได้ชัดสูงเมื่ออาจารย์หันกลับจากการเขียนกระดาน และในวันที่ไม่พร้อมให้ทำสิ่งที่ตรงกันข้าม 555
  • อย่าลืมทำบันทึกว่าเราได้พูดในวันไหนบ้างและให้คะแนนตัวเองทุกครั้งหลังการเรียนเพื่อจะทำให้เรารู้สึกกระตือลือร้นครับ
  • ฝึก อ่านไว (spead reading), ทักษะการเสนอผลงาน (presentation skill) และ ทักษะการพูดในที่สาธารณะ (public speaking) อาจจะเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเรียนหนังสือที่มี case studies เป็นส่วนประกอบค่อนข้างมากครับ


ของแถมครับ – Warm call คืออะไร?

การ warm call อย่างที่ชื่อบอกนะครับว่ามันไม่ได้ cold (เยือกเย็น หรือใจจืดใจดำ) ในบางครั้งอาจารย์อาจจะรู้สึกว่ามีนักเรียนบางท่านไม่ค่อยได้พูดในห้องเรียน จงไม่สามารถที่จะให้คะแนนการมีส่วน ร่วมได้ อาจารย์อาจจะบอกชื่อผู้เรียนไปล่วงหน้าเลยว่าใครที่จะเป็นผู้เปิด case และ/หรือ ใครที่อาจารย์จะเรียกให้ discuss เป็นพิเศษ

 

แล้วคุยกันอีกครับ 🙂
ดร.สิระ สุทธิคำ

Articles

TOEFL 38: Google’s 10 Design Principles – บทเรียนจาก Google

ผมได้อ่านบทความเกี่ยวกับหลักการออกแบบของบริษัท Google ยักษ์ใหญ่ด้าน IT

… ในบทความดังกล่าว บริษัทได้กล่าวถึงหลักการออกแบบของผลิตภัณฑ์และบริการ 10 ข้อซึ่งผู้ออกแบบทุกสินค้าของ Google ต้องสอบทานก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด

เรามา…

(1) ลองอ่านหลักการดังกล่าวและบทวิเคราะห์จากผมดู

(2) สังเกตวิธีการเขียนรวมทั้งเรียนคำศัพท์ที่เป็น power word ที่ Google ใช้ดูด้วยนะครับ

 

 

Google’s 10 Design Principles

1. Focus on people-their lives, their work, their dreams.

2. Every millisecond counts.

3. Simplicity is powerful.

4. Engage beginners and attract experts.

5. Dare to innovate.

6. Design for the world.

7. Plan for today’s and tomorrow’s business.

8. Delight the eye without distracting the mind.

9. Be worthy of people’s trust.

10. Add a human touch.

โดยส่วนตัวผมชอบประโยคที่ว่า “Every millisecond counts.”

  • ทุก “เสี้ยว” วินาทีก็มีความหมาย

และ “Simplicity is powerful.

  • ความเรียบง่าย(คือพลัง) ซึ่งเราสามารถดูตัวอย่างได้จากหน้า search ของ Google ที่เกือบไม่มีอะไร

นอกจากช่องให้เรากรอกข้อมูลเพื่อ search ซึ่งทำให้ใช้งานง่ายมาก

และจะแตกต่างจาก portal site อื่นๆ มากมายที่เราต้องใช้เวลาศึกษาก่อนใช้งาน

และเรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุด เราจะเห็นว่า Google ซึ่งเป็นยักษ์ทางด้านเทคโนโลยีแต่กลับมีหลักการออกแบบสินค้าที่มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นสำคัญ

ไม่ว่า…

  • ข้อที่หนึ่ง “Focus on people.” – ให้มุ่งเน้นในประโยชน์ที่บริษัทจะสามารถให้กับลูกค้าได้
  • ข้อที่สี่ “Engage beginners and attract experts.” – ให้ผู้ใช้ทั้งมือใหม่มีส่วนร่วมและสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับมือเก๋า
  • ข้อที่แปด, เก้า และ แม้กระทั่งข้อที่สิบครับ “Add a human touch.” ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายด้วยที่เกี่ยวข้องกับ soft skill ทั้งสิ้น

กว่าครึ่งของ Design Principles ของบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนหรือผู้ใช้ทั้งนั้นเลยนะครับ

สุดท้ายนี้ผมหวังว่าบทความดังกล่าวจะเป็นประโยชน์สำหรับชีวิตการงานของผู้อ่าน

ขอให้บริษัทในประเทศไทยของคนไทยจงเจริญและมีโอกาสที่จะแข่งขัน(และเป็นผู้ชนะ)กับเขาบ้างนะครับ – สาธุ


แล้วคุยกันอีกครับ 🙂

ดร.สิระ สุทธิคำ

ป.ล. ด้านล่างคือ Power Word (ใช้ในธุรกิจและการสมัครงานได้ครับ)

focus = รวมความสนใจไว้ที่จุดหนึ่ง

simplicity = ความเรียบง่ายและไม่สลับซับซ้อน

engage = (นอกจากแปลว่าหมั้นแล้วยังหมายถึง) นัดหมาย, ทำงานอยู่ และ จ้างให้ทำงาน

dare = กล้าทำ, กล้าเผชิญหน้า และ ท้าทาย

innovate =  นำสิ่งใหม่เข้ามา

delight = พอใจ หรือ ทำให้ดีใจ

distract = ทำให้เขว

worthy = มีค่าเพียงพอ

trust = ความเชื่อถือ

human touch = คุณสมบัติที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรงแต่เป็นความรู้สึกที่ดีที่ต้องวัดด้วยใจของมนุษย์ (ไม่ว่าจะเป็นความรักและความอบอุ่น)


Articles

TOEFL 37: 1960s กับ 1960’s – อันไหนถูก?

Q: อาจารย์สิระคะ, 1960s กับ 1960’s ต่างกันอย่างไร?คุณ Nichamorn Jangsiri

เราคงเห็นคำทั้งสองนี้ใช้บ่อยทั้งคู่ วันนี้ผมเลยจะเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ 3 ประเด็นด้วยกันคือ

1. 1960s หรือ 1960’s – ใช้คำไหนถูกต้อง?
2. 1960s หรือ 1960’s แปลว่าอะไร?
3. และมีเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นในยุค sixties บ้าง

ดูเฉลยว่าคำไหนถูกต้อง

หากดูผ่านๆ ทั้งสองคำนี้เราจะเห็นกันบ่อยในบทความ, นิตยสาร หรือ เรื่องราวใน Internet ทำให้ทั้งสองคำดังกว่าเป็นคำที่ถูกต้องทั้งคู่

หากดูที่มาของคำดังกล่าวจะพบว่า 1960s นี้ใช้แทนคำว่า “The Sixties” ซึ่งแทนช่วงเวลา 10 ปี ตั้งแต่ 1960 ถึง 1969 ดังนั้นคำว่า “1960s” จะมีภาษีที่ดีกว่า “1960’s” เพราะเราจะเห็นได้ว่าจากคำว่า The Sixties นั้นเราเพียงนำ -s มาเติมท้าย sixty ซึ่งต้องทำให้เป็น -es ดังนั้นเราจึงควรเติมท้าย 1960 ด้วย -s โดยไม่ต้องมี apostrophe

สำหรับยุค 60s นี้มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์มาก ผมลองรวบรวมเรื่องให้อ่านเล่นนะครับ

  • Anti-war movement: การร่วมตัวของประชาชนเพื่อต่อต้านสงครามเวียดนาม
  • Civil rights: การเรียกร้องสิทธิในการพูดและแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นเหตุใหญ่มากที่ University of California, Berkeley ที่เราอาจจะเห็นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนต์ Forest Gump
  • Space-race: การแข่งขันทางอวกาศ โดยที่รัสเซียชนะในยกแรกที่สามารถส่ง Yuri Gagarin ไปโคจรรอบโลกได้ก่อน (ปี 1961) หากแต่อเมริกาเอาคืนด้วยหมัดสองโดยสามารถส่ง Neil Armstrong และ Buzz Aldrin ขึ้นไปบนดวงจันทร์สำหรับเสร็จในปี 1969
  • Music: มีวงดังๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น The Beatles, The Doors, The Rolling Stones, Led Zeppelin, The Beach Boys, Pink Floyd และ Bob Dylan นักดนตรีในยุค 1960s ที่โด่งดังหลายคนมีอิทธิพลของวัฒนธรรมวัยรุ่น, อิสรภาพ และ ยาเสพติด

 

 

ตัวอย่างคำศัพท์ร่วมสมัย 60s

  • Think fast = คำพูดที่เราบอกเตือนให้ผู้ที่เราจะโยนของให้ระวังก็โยนให้
  • Wedgie = หากเทียบเป็นภาษาไทยที่ใช้ในกลุ่มวัยรุ่นก็คือคำว่าเข้า win หรือกางเกงในมาติดที่ตรงก้นนะครับ 555
  • Take a wiz = ไปฉี่ (ใช้โดยผู้ชายนะครับ)
  • Wicked = เท่ห์ระเบิดเช่น “That Chevy that Dan has is one wicked machine.”

แล้วคุยกันอีกครับ 🙂
ดร.สิระ สุทธิคำ