Your browser (Internet Explorer 6) is out of date. It has known security flaws and may not display all features of this and other websites. Learn how to update your browser.
X

Archive for July, 2012

Articles

TOEFL 46: อยากเก่งอังกฤษ – เชิญทางนี้ครับ

Q: ขอบคุณมากค่ะสำหรับ บทความและความรู้ดีๆที่ได้รับ

1. ถ้าเรามีเวลาไม่พอ (เป็นข้ออ้างของคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ) แต่อยากเก่งภาษาอังกฤษ ต้องมีเทคนิคได้อย่างไร

2. มีลูกสาวอายุ 9 ปี เรียนโรงเรียนในกรุงเทพฯ ทำอย่างไร ให้เก่งภาษาอังกฤษ โดยเป็นไปอย่างธรรมชาติ
คุณ Manaporn Sarakong

A: ยินดีมากครับที่ชอบบทความที่ผมเขียน วันนี้เรามาดู Mindset หรือทัศนคติที่จะให้เราเก่งภาษาอังกฤษกันเลยดีกว่า…

 

Mindset #1: เรียนรู้ภาษาอังกฤษไม่เหมือนการเปิด-ปิดหลอดไฟ
ทัศนคติแรกนี้น่าจะไม่เป็นของแปลก หากผมและชาว EnglishThailand หลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ไม่ได้อยากเรียนภาษาอะไรมากมาย ขอให้เพียงแค่พูดได้เขียน(และใช้งานได้ทุกกรณี) แค่นั้นก็พอ” ในความเห็นของผมความคาดหวังดังกล่าวเป็นความคาดหวังที่ค่อนข้างสูงและอาจจะเป็นทัศนคติที่ไม่ถูกต้องกับการเรียนภาษาอังกฤษเพราะการเรียนภาษา นั้นแตกต่างการเรียนรู้ที่จะเปิด-ปิดหลอดไฟนะครับ เพราะ

  • เมื่อเราเรียนวิธีเปิด-ปิดหลอดไฟแล้วเราก็ไม่มีอะไรที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม
  • คุณหรือผมก็ไม่สามารถที่จะ “เก่ง” ขึ้นในเรื่องทักษะการเปิด-ปิดหลอดไฟหลังจากสามารถเปิด-ปิดได้แล้ว
  • และสุดท้ายก็ไม่มีใครที่จะได้ผลลัพธ์(ที่ดีกว่าอย่างเด่นชัด)ในการเปิด-ปิด หลอดไฟ

ดังนั้นการเรียนภาษาอังกฤษจะเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป เราไม่สามารถที่จะ “เก่ง” ภาษาอังกฤษได้ชั่วข้ามคืน  ผมว่าการเรียนภาษาอังกฤษจะคล้ายทักษะการเล่นกีฬาหรือเล่นดนตรี ที่เราต้องเรียนรู้เพิ่มเติมและมั่นฝึกฝนครับ

Mindset #2: ซ้อมแล้วก็ซ้อมแล้วก็ซ้อม (แล้วก็อย่าลืมที่จะซ้อมอีกครับ)
มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจเป็นภาษาอังกฤษ เขาถามว่า…

หากนักคาราเต้ที่ฝึกท่าเตะ 1,000 ท่าแต่ซ้อมท่าละเพียงครั้งเดียว (1,000 kicks practiced 1 time each) แข่งขันกับนักคาราเต้ที่ฝึกท่าเตะเพียงท่าเดียวหากแต่ฝึก 1,000 ครั้ง (1 kick practiced 1000 times) ใครจะเป็นผู้ชนะ?

คำตอบนี้คงตอบได้ง่ายมากนะครับว่าผู้ทีซ้อม 1,000 ครั้งย่อมชนะผู้ที่รู้ท่ามากมายแต่ขาดการฝึกฝนนะครับ จะเก่งภาษาอังกฤษโดยไม่ฝึกฝนนั้นเป็นไปไม่ได้ครับ และการเรียนรู้โดยธรรมชาติ(ที่ดูเหมือนจะง่าย)ก็คือการหาโอกาสให้ผู้เรียน ได้ เรียน, ทบทวน และนำมาใช้งานจริงครับ

…ลองดู mindset สุดท้ายนะครับ – สำคัญ

Mindset #3: วงจรแห่งความสำเร็จ – เรียนรู้อย่างเป็นระบบและ ต้องไม่ลืม Mindset #1 ที่ว่าการเรียนภาษาอังกฤษเป็น continuous improvement สองคำนี้ละครับคือคำที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนจากผู้แพ้สงครามโลกครั้ง ที่สองมาเป็นมหาอำนาจในปัจจุบัน ลองดู diagram ด้านล่างแล้วอ่านข้อคิดของผมเพิ่มเติมนะครับ


ความเห็นเพิ่มเติมของ ดร.สิระ สุทธิคำ

Step#1: เรียนในห้องเรียน การที่มีผู้เชี่ยวชาญช่วย “สอน”, “นำ”, และ “กระตุ้น” อย่างเป็นระบบ

การเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าวเรารู้ว่ามันได้ผลตั้งแต่การเปิด The Academy ในสมัยกรีกโบราณแล้วนะครับ (The Academy คือโรงเรียนที่เป็นเรื่องเป็นราวที่จัดทำโดยชาวกรีกโบราณ) หากแต่ปัจจุบันการเรียนในห้องเรียนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้อง เรียนเท่านั้น หากอาจจะหมายถึงการเรียนพิเศษ, short course, workshop, lab, สัมมนา, และ อบรม ต่างๆ

หลายคนอ่านถึงจุดนี้อาจจะนึกการมาเรียนที่สถาบัน Kendall ด้วย – ผมขอขอบคุณอย่างมากที่นึกถึงกันครับ ใช่ครับการเรียนที่สถาบัน Kendall น่าจะให้ภาษาอังกฤษดีขึ้น 🙂

หากแต่สถาบัน Kendall อาจจะมิใช่คำตอบเดียวสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษครับ

… เรียนที่ไหนก็ได้ขอให้เหมาะกับ development need (สิ่งที่เราต้องการพัฒนาในขณะนี้) ของเราครับ

Step #2: ฝึกฝนด้วยตนเอง ผมจะพูดกับนักเรียนที่ทำคะแนน TOEFL ได้สูงอยู่สม่ำเสมอว่าการมาเรียนกับผมอาจจะช่วยนักเรียนได้เพียง 10-20% เท่านั้นที่เหลืออีก 80% เกิดจากความสามารถของผู้เรียนเอง, ความตั้งใจ, มั่นฝึกฝน (รวมทั้งโชคด้วยนะครับ 555)

เท่าที่ผมสังเกตดูนักเรียนที่

  • มีแผนการเรียนที่ชัดเจน
  • มีความตั้งใจในการเข้าเรียน,
  • คิดในเชิงวิเคราะห์,
  • รวมทั้งไม่เครียดเกินไปกับการสอบ

มักจะเป็นนักเรียนที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และแน่นอนครับได้คะแนน TOEFL ที่สูง

หากต้องการรายชื่อหนังสือเพื่อฝึกฝนด้วยตนเอง download ที่นี้ได้ครับ แนะนำหนังสือเพื่อเตรียมสอบและพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษทั่วไป

Step #3: เราต้องหาโอกาสที่ใช้งานเรื่องที่เรียนในชีวิตจริง

… ยกตัวอย่างเช่นหากเราต้องการท่องและจำคำศัพท์ให้ได้ เราก็ไม่ควรท่องแบบนกแก้วนกขุนทอง และควรต้องรู้ว่ามันจะใช้ในประโยคได้อย่างไร ใช้ Google search ก็ได้ และหากสามารถนำคำเหล่านั้นมาใช้ได้ในการพูดหรืองานเขียน (แล้วถ้าเป็นในวันนั้นได้ยิ่งดีใหญ่) จะทำให้เราสามารถจำคำศัพท์เหล่านั้นได้เป็นเวลานาน ลองดูได้ครับ

หากผู้อ่านทำงานแล้วก็ลองหาโอกาสที่จะ present งานเป็นภาษาอังกฤษดู…

หากทักษะยังไม่สูงพอลอง keep score ของตัวเองดูในที่ประชุม ลองพูดซัก 1-2 ครั้งทุกการประชุมสิครับ ลองอ่าน วิธีเตรียมตัวเสนอผลงาน – How to prepare a presentation!

หวังว่าคุณ Manaporn และผู้อ่านชาว EnglishThailand ทุกคนสามารถนำข้อคิดจากบทความดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ได้ครับ

แล้วคุยกันอีกครับ

Articles

TOEFL 45: วิธีใช้ comma ในงานเขียนภาษาอังกฤษ

Q: อาจารย์ ดร.สิระครับ – ผมขอรบกวนอาจารย์ช่วยอธิบายรายละเอียดการใช้เครื่องหมายวรรคตอนเช่น เครื่องหมาย  comma ” ,” ให้ด้วยครับ ผมรู้แต่ว่าใช้คั่นข้อความที่แสดงว่าเป็นของประเภทเดียว กันหรือคั่นเพื่อบอกอาการการกระทำของประธานคนเดียวกันแต่บางทีผมเห็นมี and มาเชื่อมหน้าข้อความเหล่านั้นผมเลยสงสัยว่าจริงๆมีหลักการใช้ที่ถูก ต้องอย่างไรครับ – คุณ สมพงษ์ (หมึก) Sompong Chuaynugul

A: ครับ…เป็นคำถามที่ดีมากครับ ผมได้ค้นข้อมูลจาก Whitesmoke ซึ่งน่าจะให้ความกระจ่างกับคุณหมึกได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

หน้าที่ของ comma
เครื่อง หมาย comma เป็นเครื่องหมายที่ใช้ในการแบ่งใจความของประโยคหากแต่ใจความของประโยคทั้ง สองส่วนยังมีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งจะต่างกับการใช้เครื่องหมาย period หรือ full stop ที่
จะทำการแยกใจความทั้งสองอย่างเด็ดขาด หน้าหลักของ comma มีด้วยกัน 5 ประการคือ

  • แยกใจความของประโยคออกจากกัน
  • แยกส่วนขยายหรือข้อความที่สามารถละได้ออกจากประโยค
  • แยกของที่อยู่ใน series ออกจากกัน
  • แยก quote จากส่วนอื่นของประโยค
  • อื่นๆ

เรามีดูรายละเอียดประกอบทีละข้อนะครับ

แยกใจความของประโยคออกจากกัน

ถูกหรือผิด?

The students completed their math test on Monday, and the teachers handed in the grades on Thursday.

ถูกต้องแล้วนะครับ comma ใช้แยก independent clause สองส่วนออกจากกันและวาง comma ไว้ข้างหน้า conjunction “and” ในบางครั้งเราอาจจะเห็นผู้เขียนไม่ใช้ comma ในตำแหน่งดัง

กล่าวโดยเฉพาะเมื่อประโยคทั้งสองเป็นประโยคที่สั้นก็สามารถอนุโลมให้ทำได้ครับ

แล้วอันนี้ละครับ ถูกหรือผิด?

The students finished their tests, and went out for a break.

หากพิจารณาจะพบว่า “went out for a break” ไม่ได้เป็น clause เป็นเพียง phrase นะครับ ดังนั้นเราจึงไม่ควรใช้ comma ครับ

แยกส่วนขยายหรือข้อความที่สามารถละได้ออกจากประโยค

ถูกหรือผิด?

Last week’s test says my best friend was the hardest ever.

ประโยคดังกล่าวหากปราศจาก comma แล้วจะมีความหมายว่าข้อสอบในสัปดาห์ก่อนป่าวประกาศว่าเพื่อนสนิทที่สุดของ ฉันเป็นคนที่แข็งหรือยากที่สุด ถึงแม้ประโยคดังกล่าวจะถูกต้องตามหลักไวยกรณ์ หากแต่ความหมายมันพิกลนะครับ ดังนั้นเราควรว่า comma ในส่วนขอข้อความขยายเพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเรื่องราวที่เราต้องการสื่อ สารว่าข้อสอบเมื่อสัปดาห์ก่อนเป็นข้อสอบที่ยากที่สุดและเขียนประโยคใหม่ดังนี้ Last week’s test, says my best friend, was the hardest ever.

สำหรับการแยกใจความที่ละได้ของประโยค (parenthetical element) นี้เรายังสามารถทำได้อีกถึง 3 วิธีหากแต่จะมีความหมายแตกต่างกันเล็กน้อยดังนี้คือ

1. Dan Smith (usually the top student in the class) got the highest results.
[ใช้เครื่องหมายวงเล็บแสดงให้เห็นถึงว่าการเป็นนักเรียนเก่งของ Dan มีความน้อยมากสามารถอ่านข้ามได้เลย!]

2. Dan Smith ,usually the top student in the class, got the highest results.
[การใช้ comma แสดงในเห็นว่าการเป็นนักเรียนดีของ Dan มีความเกี่ยวข้องกับประโยคหากแต่ไม่สำคัญที่สุด]

3. Dan Smith ― usually the top student in the class ― got the highest results.
[การใช้ dash หรือขีดกลางแสดงให้ว่าใจความระหว่างขีดข้างต้นมีความสำคัญมาก]

มาดูหน้าที่ 3 กันต่อเลยนะครับ

แยกของที่อยู่ใน series ออกจากกัน

ถูกหรือผิด?

Dan’s lifelong project is to be able to speak American English French German and Mandarin Chinese.

ครับอ่านแล้วจะตาลายนะครับเพราะประโยคดัง กล่าวใช้เครื่องหมายวรรคตอนไม่ถูกต้อง นี้คือตัวอย่างของประโยคที่มี series ของของครับเราควรใช้ comma หลังคำว่า English, French, German, and Mandarin Chinese ครับ (ข้อสังเกตนะครับเราไม่ควรวาง comman หลังคำว่า American ในที่นี้เพราะจะทำให้ American เป็นเสมือนอีก 1 ภาษาขึ้นมาในขณะที่เราต้องการจะสื่อสารเพียงว่าเป็นภาษา American English นะครับ)

แยก quote จากส่วนอื่นของประโยค

เรา จะวางเครื่องหมาย comma ไว้ก่อนหน้า quote และนอกเครื่องหมาย quotation mark ดังตัวอย่าง (โปรดสังเกตว่าเราใช้อักษรตัวใหญ่กับคำว่า We ใน quote)

The singer Madonna said, “We are living in a material world.”

และเราจะวางเครื่องหมาย comma ไว้ภายใน quotation mark เมื่อ clause ตามหลัง ดังตัวอย่าง

“We are living in a material world,” said the singer Madonna.

อื่นๆ

  • ใช้กับวันที่ เช่น December 30, 2008
  • ใช้ในการแยกตัวเลขหลักพัน เช่น 87,950 people
  • ตำแหน่งหรือสถานะทางการศึกษา เช่น Dan Smith, MD, will speak after Rosanne Smith, Ph.D.
  • คำพูดเปิดในจดหมายอย่างไม่เป็นทางการ เช่น Dear Dave,
  • คำพูดลงท้ายในจดหมาย เช่น Yours, หรือ Love, [ไม่เป็นทางการ] ; Best regards, [เป็นทางการ]

แล้วคุยกันอีกครับ

 

Articles

TOEFL 44: ตารางเทียบคะแนน TOEFL iBT, TOEFL CBT และ TOEFL Paper

toefl-exam-usa

สวัสดีครับทุกคน – ผม ดร.สิระ สุทธิคำ

เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงในการเปรียบเทียบคะแนน TOEFL ในลักษณะข้อสอบที่แตกต่างกัน สถาบัน Kendall ได้รวบรวมข้อมูลเชิงเปรียบเทียบของข้อสอบทั้ง 3 ลักษณะคือ Internet-based, Computer-based, และ Paper-based ดังนี้

แหล่งอ้างอิง

– ETS http://www.ets.org/toefl

 

หากมีคำถามเพิ่มเติมหรือต้องการสมัครสอบ TOEFL หรือ TOEIC โทรหาผมที่ 02-245-6355

…โชคดีในการสอบนะครับ


ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนภาษา ดร.สิระ