Your browser (Internet Explorer 6) is out of date. It has known security flaws and may not display all features of this and other websites. Learn how to update your browser.
X
Articles

TOEFL 46: อยากเก่งอังกฤษ – เชิญทางนี้ครับ

Q: ขอบคุณมากค่ะสำหรับ บทความและความรู้ดีๆที่ได้รับ

1. ถ้าเรามีเวลาไม่พอ (เป็นข้ออ้างของคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ) แต่อยากเก่งภาษาอังกฤษ ต้องมีเทคนิคได้อย่างไร

2. มีลูกสาวอายุ 9 ปี เรียนโรงเรียนในกรุงเทพฯ ทำอย่างไร ให้เก่งภาษาอังกฤษ โดยเป็นไปอย่างธรรมชาติ
คุณ Manaporn Sarakong

A: ยินดีมากครับที่ชอบบทความที่ผมเขียน วันนี้เรามาดู Mindset หรือทัศนคติที่จะให้เราเก่งภาษาอังกฤษกันเลยดีกว่า…

 

Mindset #1: เรียนรู้ภาษาอังกฤษไม่เหมือนการเปิด-ปิดหลอดไฟ
ทัศนคติแรกนี้น่าจะไม่เป็นของแปลก หากผมและชาว EnglishThailand หลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ไม่ได้อยากเรียนภาษาอะไรมากมาย ขอให้เพียงแค่พูดได้เขียน(และใช้งานได้ทุกกรณี) แค่นั้นก็พอ” ในความเห็นของผมความคาดหวังดังกล่าวเป็นความคาดหวังที่ค่อนข้างสูงและอาจจะเป็นทัศนคติที่ไม่ถูกต้องกับการเรียนภาษาอังกฤษเพราะการเรียนภาษา นั้นแตกต่างการเรียนรู้ที่จะเปิด-ปิดหลอดไฟนะครับ เพราะ

  • เมื่อเราเรียนวิธีเปิด-ปิดหลอดไฟแล้วเราก็ไม่มีอะไรที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม
  • คุณหรือผมก็ไม่สามารถที่จะ “เก่ง” ขึ้นในเรื่องทักษะการเปิด-ปิดหลอดไฟหลังจากสามารถเปิด-ปิดได้แล้ว
  • และสุดท้ายก็ไม่มีใครที่จะได้ผลลัพธ์(ที่ดีกว่าอย่างเด่นชัด)ในการเปิด-ปิด หลอดไฟ

ดังนั้นการเรียนภาษาอังกฤษจะเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป เราไม่สามารถที่จะ “เก่ง” ภาษาอังกฤษได้ชั่วข้ามคืน  ผมว่าการเรียนภาษาอังกฤษจะคล้ายทักษะการเล่นกีฬาหรือเล่นดนตรี ที่เราต้องเรียนรู้เพิ่มเติมและมั่นฝึกฝนครับ

Mindset #2: ซ้อมแล้วก็ซ้อมแล้วก็ซ้อม (แล้วก็อย่าลืมที่จะซ้อมอีกครับ)
มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจเป็นภาษาอังกฤษ เขาถามว่า…

หากนักคาราเต้ที่ฝึกท่าเตะ 1,000 ท่าแต่ซ้อมท่าละเพียงครั้งเดียว (1,000 kicks practiced 1 time each) แข่งขันกับนักคาราเต้ที่ฝึกท่าเตะเพียงท่าเดียวหากแต่ฝึก 1,000 ครั้ง (1 kick practiced 1000 times) ใครจะเป็นผู้ชนะ?

คำตอบนี้คงตอบได้ง่ายมากนะครับว่าผู้ทีซ้อม 1,000 ครั้งย่อมชนะผู้ที่รู้ท่ามากมายแต่ขาดการฝึกฝนนะครับ จะเก่งภาษาอังกฤษโดยไม่ฝึกฝนนั้นเป็นไปไม่ได้ครับ และการเรียนรู้โดยธรรมชาติ(ที่ดูเหมือนจะง่าย)ก็คือการหาโอกาสให้ผู้เรียน ได้ เรียน, ทบทวน และนำมาใช้งานจริงครับ

…ลองดู mindset สุดท้ายนะครับ – สำคัญ

Mindset #3: วงจรแห่งความสำเร็จ – เรียนรู้อย่างเป็นระบบและ ต้องไม่ลืม Mindset #1 ที่ว่าการเรียนภาษาอังกฤษเป็น continuous improvement สองคำนี้ละครับคือคำที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนจากผู้แพ้สงครามโลกครั้ง ที่สองมาเป็นมหาอำนาจในปัจจุบัน ลองดู diagram ด้านล่างแล้วอ่านข้อคิดของผมเพิ่มเติมนะครับ


ความเห็นเพิ่มเติมของ ดร.สิระ สุทธิคำ

Step#1: เรียนในห้องเรียน การที่มีผู้เชี่ยวชาญช่วย “สอน”, “นำ”, และ “กระตุ้น” อย่างเป็นระบบ

การเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าวเรารู้ว่ามันได้ผลตั้งแต่การเปิด The Academy ในสมัยกรีกโบราณแล้วนะครับ (The Academy คือโรงเรียนที่เป็นเรื่องเป็นราวที่จัดทำโดยชาวกรีกโบราณ) หากแต่ปัจจุบันการเรียนในห้องเรียนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้อง เรียนเท่านั้น หากอาจจะหมายถึงการเรียนพิเศษ, short course, workshop, lab, สัมมนา, และ อบรม ต่างๆ

หลายคนอ่านถึงจุดนี้อาจจะนึกการมาเรียนที่สถาบัน Kendall ด้วย – ผมขอขอบคุณอย่างมากที่นึกถึงกันครับ ใช่ครับการเรียนที่สถาบัน Kendall น่าจะให้ภาษาอังกฤษดีขึ้น 🙂

หากแต่สถาบัน Kendall อาจจะมิใช่คำตอบเดียวสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษครับ

… เรียนที่ไหนก็ได้ขอให้เหมาะกับ development need (สิ่งที่เราต้องการพัฒนาในขณะนี้) ของเราครับ

Step #2: ฝึกฝนด้วยตนเอง ผมจะพูดกับนักเรียนที่ทำคะแนน TOEFL ได้สูงอยู่สม่ำเสมอว่าการมาเรียนกับผมอาจจะช่วยนักเรียนได้เพียง 10-20% เท่านั้นที่เหลืออีก 80% เกิดจากความสามารถของผู้เรียนเอง, ความตั้งใจ, มั่นฝึกฝน (รวมทั้งโชคด้วยนะครับ 555)

เท่าที่ผมสังเกตดูนักเรียนที่

  • มีแผนการเรียนที่ชัดเจน
  • มีความตั้งใจในการเข้าเรียน,
  • คิดในเชิงวิเคราะห์,
  • รวมทั้งไม่เครียดเกินไปกับการสอบ

มักจะเป็นนักเรียนที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และแน่นอนครับได้คะแนน TOEFL ที่สูง

หากต้องการรายชื่อหนังสือเพื่อฝึกฝนด้วยตนเอง download ที่นี้ได้ครับ แนะนำหนังสือเพื่อเตรียมสอบและพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษทั่วไป

Step #3: เราต้องหาโอกาสที่ใช้งานเรื่องที่เรียนในชีวิตจริง

… ยกตัวอย่างเช่นหากเราต้องการท่องและจำคำศัพท์ให้ได้ เราก็ไม่ควรท่องแบบนกแก้วนกขุนทอง และควรต้องรู้ว่ามันจะใช้ในประโยคได้อย่างไร ใช้ Google search ก็ได้ และหากสามารถนำคำเหล่านั้นมาใช้ได้ในการพูดหรืองานเขียน (แล้วถ้าเป็นในวันนั้นได้ยิ่งดีใหญ่) จะทำให้เราสามารถจำคำศัพท์เหล่านั้นได้เป็นเวลานาน ลองดูได้ครับ

หากผู้อ่านทำงานแล้วก็ลองหาโอกาสที่จะ present งานเป็นภาษาอังกฤษดู…

หากทักษะยังไม่สูงพอลอง keep score ของตัวเองดูในที่ประชุม ลองพูดซัก 1-2 ครั้งทุกการประชุมสิครับ ลองอ่าน วิธีเตรียมตัวเสนอผลงาน – How to prepare a presentation!

หวังว่าคุณ Manaporn และผู้อ่านชาว EnglishThailand ทุกคนสามารถนำข้อคิดจากบทความดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ได้ครับ

แล้วคุยกันอีกครับ

Leave a comment  

name*

email*

website

Submit comment