« อยากเก่งอังกฤษ – เชิญทางนี้ครับ | Home | Top 10 Websites เพื่อฝึกทักษะการฟังภาษาอังกฤษ »
เรียน TOEFL ที่ไหนดีที่สุด?
Q: ข้อสอบ TOEFL iBT ยากขึ้นจริงไหม?
A: จริงครับ…จากการสัมภาษณ์ทั้งผู้ที่มีโอกาสทำข้อสอบ TOEFL iBT ตั้งแต่สมัยที่ยังทดลองข้อสอบอยู่ (โดยในช่วงดังกล่าวผู้เข้าสอบจะได้ “เงิน” จากผู้ออกข้อสอบในฐานะที่เป็นหนูทดลองยา) จนถึงข้อสอบจริงในวันนี้ สถาบัน Kendall พบว่าข้อสอบระบบ TOEFL iBT นี้จะยากกว่าเดิมมากด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการคือ
- ข้อสอบ TOEFL iBT จะทดสอบเพิ่มอีก 1 ทักษะคือการพูด (Speaking) ซึ่งการพูดดังกล่าวมิใช่การพูดลักษณะถาม-ตอบหรือบทสนทนาทั่วไป หากการพูดดังกล่าวเป็นการพูดลักษณะเสนอผลงาน(presentation) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากผู้ที่จะสอบได้รับการฝึกฝนและคำแนะนำจากผู้ เชี่ยวชาญก่อนเข้าสอบจริง
- ผู้ออกข้อสอบได้พัฒนารูปแบบข้อสอบ ใหม่ซึ่งจะมีการทดสอบทักษะหลายด้านพร้อมกัน (Integrated) เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนทางสถาบัน Kendall ใคร่ยกตัวอย่างประเภทหนึ่งของข้อสอบ Integrated ผู้เข้าสอบจะเริ่มโดยการอ่านบทความในระยะเวลาที่กำหนด จากนั้นจะได้ยินบทสนทนาทางหูฟัง เมื่อบทสนทนาจบลง ผู้เข้าสอบต้องสรุปเรื่องราวที่ได้ยินพร้อมชี้ให้เห็นข้อขัดแย้งระหว่างบท สนทนาและบทความโดยการเขียนหรือทางวาจา ปกติแล้วการฟังหรือการอ่านภายใต้ข้อจำกัดของเวลาเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองแล้ว ความยากดังกล่าวจะเพิ่มพูนอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนไทยซึ่งไม่ค่อยถนัดในการ วิเคราะห์หรือวิจารณ์ผลงานของผู้อื่น
- ข้อสอบ TOEFL iBT ในส่วนของการฟังและการอ่านจะมีความยาวเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า แต่หากผู้เรียนตั้งใจก็สามารถเข้ามาฝึกฝนทักษะการฟังโดยใช้ Listening Lab ของสถาบัน Kendall ได้รวมทั้งพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อจับใจความและเทคนิคการอ่านเร็วของสถาบัน Kendall เพื่อจะสามารถอ่านบทความมีความยาวเพิ่มขึ้นและนำมาทดแทนการอ่านแปลความหมาย คำต่อคำ
ด้วยเหตุผลดังกล่าว หากท่านมีความจำเป็นที่จะต้องใช้คะแนน TOEFL และยังสามารถสอบในระบบเก่าได้ทางสถาบัน Kendall จะแนะนำให้รีบสอบก่อนที่ข้อสอบจะเปลี่ยน หากท่านจำเป็นต้องสอบในระบบ TOEFL iBT เท่านั้นโปรดพิจารณาหลักสูตร TOEFL ที่มีการพัฒนาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากข้อสอบระบบใหม่เป็นสำคัญ
Q: เราเห็นภาพแล้วว่าข้อสอบยากขึ้นแต่ทำไมข้อสอบ TOEFL จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วยละ?
A: ที่ผ่านมาข้อสอบ TOEFL มีการเปลี่ยนแปลงทุก 5 ปี เช่นปี 1995 มีการยกเลิกข้อสอบคำศัพท์แบบท่องจำจำนวน 30 ข้อ (หลายคนที่คลุกคลีกับข้อสอบ TOEFL จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้โรงเรียนที่สอน TOEFL ด้วยระบบท่องจำและแตกรากศัพท์จำนวนหนึ่งหมดความนิยมไป) และต่อมาในปี 2000 เริ่มการสอบระบบ Computer-Based แทนระบบ Paper-Based มีการนำเทคโนโลยีและแนวคิดเรื่อง Adaptive (ซึ่งกำหนดระดับความยาก-ง่ายของข้อสอบตามผลของการตอบถูกหรือผิดในข้อก่อน หน้านั้น) มาใช้ และกำหนดให้ผู้เข้าสอบทุกคนต้องทำข้อสอบการเขียน (TWE)
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดของข้อ สอบจึงเป็นไปตามการคาดหมายของสถาบัน Kendall ผู้ออกข้อสอบได้แนะนำระบบการสอบใหม่ที่มีชื่อทางการค้าว่า TOEFL iBT ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในเดือนตุลาคม 2005 และเริ่มจัดสอบระบบเดียวกันนี้ในประเทศไทยในเดือนเมษายน 2006 การสอบดังกล่าวจะเป็นการสอบผ่านสื่อ Internet มีรายละเอียดของข้อสอบที่เปลี่ยนไปดังที่ท่านจะสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหัว ข้อ “ข้อสอบ TOEFL iBT ยากขึ้นจริงไหม?”
ผู้ออกข้อสอบได้กล่าวอ้างว่าการเปลี่ยน แปลงของข้อสอบ TOEFL iBT เพื่อเปลี่ยนวิถีการเรียนภาษาอังกฤษ, ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงวิเคราะห์, มุ่งวัดทักษะความสามารถการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน, และเป็นไปตามความประสงค์ของมหาวิทยาลัยที่ต้องการความยืดหยุ่นในการกำหนด เกณฑ์พิจารณาการรับนักศึกษาเข้าเรียนแทนที่จะเป็น “ตัวเลขอัศจรรย์” (Magic Number) อย่างคนทั่วไปมักพูดถึงเช่น “ฉันสอบ TOEFL ผ่านแล้วได้ 550!”
ในขณะเดียวกันสิ่งที่น่าจะเป็นสาเหตุของ การเปลี่ยนข้อสอบที่ผู้ออกข้อสอบมิได้กล่าวถึงคือผลประโยชน์ทางธุรกิจอัน ได้แก่การลดค่าใช้จ่ายของศูนย์สอบซึ่งมีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นเพื่อรองรับ จำนวนผู้สอบที่มักกระจุกตัวก่อน deadline การสมัครมหาวิทยาลัย, การลดต้นทุนในการตรวจข้อสอบโดยเฉพาะค่าขนส่งและในอนาคตอันใกล้นี้ทางผู้สอบ มีนโยบายที่จะนำระบบ E-rater มาตรวจข้อสอบเหมือนที่ได้ใช้แล้วสำหรับข้อสอบ GMAT และ GRE, การเพิ่มรายได้จากการที่จะมีผู้เข้าสอบจำนวนมากทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนข้อ สอบ, และรวมทั้งเพิ่ม “ยอดขาย” สำหรับบริการตรวจข้อสอบผ่าน E-rater
นอกจากเหตุผลทางธรุกิจแล้วเหตุผลที่สำคัญ ที่สุดสำหรับการเปลี่ยนข้อสอบ TOEFL iBT คือผู้ออกข้อสอบไม่สามารถยอมรับความจริงได้ว่า “ข้อสอบ TOEFL สามารถเรียนรู้ได้ (be trained) และสถาบันสอนภาษาจำนวนหนึ่งทั่วโลกสามารถจับทางข้อสอบระบบเก่าได้จึงช่วยให้ ผู้เข้าสอบสามารถเจาะ (crack) ระบบข้อสอบเดิมได้” และทำให้ผู้เรียนเห็นแก่นสาระที่แท้จริงของการเรียนภาษาเพื่อนำไปใช้ ประโยชน์ในการเรียนต่อและทำงาน ทางสถาบัน Kendall ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนของความสำเร็จของนักเรียนของเราและมีความตั้งใจที่จะ พัฒนามาตรฐานของหลักสูตรเพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการใช้ภาษา อังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
Q: จริงไหมที่สอนสดดีกว่า VDO?
A: คำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยากมาก จากประสบการณ์การสอนหลักสูตร TOEFL กว่า 10 ปีของสถาบัน Kendall เราได้ทดสอบการเรียนการสอนทั้งระบบการสอนสดและการเรียนผ่านสื่อ VDO จึงพบข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน หากจำเป็นต้องเลือกวิธีการสอนที่จะได้ผลที่สุดสำหรับผู้เรียนสถาบัน Kendall จะเลือกการเรียนการสอนแบบ “สื่อผสม” ซึ่งมีทั้งการสอนสด, การเรียนผ่านสื่อ VDO, และการฝึกฝนทักษะในห้องปฏิบัติการ (Lab) มาเป็นระบบในการสอนเพราะระบบดังกล่าวสามารถดึงจุดแข็งของวิธีการเรียนการสอน ที่หลากหลายได้อย่างลงตัว หากท่านต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “สื่อผสม” ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ของสถาบันได้
Q: อยากทราบรายละเอียดของหลักสูตร TOEFL iBT ของสถาบัน Kendall?
A: เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของข้อสอบระบบ TOEFL iBT ทางสถาบัน Kendall ได้พัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัยโดยนำกระบวนการเรียนรู้ที่ผ่านการวิจัยอย่าง ละเอียด (Research-based) มาผสมผสานกับเทคโนโลยี (VDO, Multimedia, และ Internet) มีจำนวนชั่วโมงเรียนกว่า 200 ชั่วโมง รายละเอียดของหลักสูตรมีดังนี้
Writing Workshop
- 55 ชั่วโมง (5 ชั่วโมง X 11 สัปดาห์)
– เรียนตัวต่อตัวกับอาจารย์ผ่านสื่อ Internet โดยจะได้รับ feedback โดยตรงจากผู้สอนทุกสัปดาห์ผ่านทาง Internet
– ผู้เรียนจะได้บทเรียนที่มีระดับความยาก-ง่ายเฉพาะบุคคลตามผลการสอบวัดระดับ (Placement Test)
หลัก สูตรครอบคลุม 3 ทักษะสำคัญในการเขียนซึ่งรวมทั้ง การสร้างประโยค (Sentence), การพัฒนาย่อหน้า (Paragraph) และกระบวนการคิดเพื่อ เขียนอย่างมีระบบ (Writing Process)
Grammar Lab/ Listening Lab/ Speaking Lab
- กว่า 100 ชั่วโมง
– เรียนส่วนตัวผ่านสื่อ Multimedia และคอมพิวเตอร์
– สะดวก… ผู้เรียนสามารถจัดเวลาเรียนเองได้
Lecture
- 96 ชั่วโมง (8 ชั่วโมง X 12 สัปดาห์)
– เรียนเป็นกลุ่มประมาณ 15-20 คน โดยใช้สื่อผสม (สอนสด + DVD)
– บทเรียนครอบคลุมทุกทักษะ Reading, Listening, Writing, Speaking และ Grammar รวมทั้งการใช้ภาษาในลักษณะ Integrated ด้วย
– สามารถเข้าทบทวนบทเรียนได้ไม่จำกัดครั้ง… ฟรี!
โดยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาหลักสูตร TOEFL เพื่อให้นักเรียนไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลรวมทั้งประสบความสำเร็จในชีวิต การเรียนและการทำงานต่อไป สถาบัน Kendall มีความมั่นใจว่าหลักสูตรใหม่จะสามารถนำนักเรียนของเราไปสู่เป้าหมายเหมือน ที่เคยประสบความสำเร็จมา หากท่านต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมท่านสามารถดูข้อมูลในเวบ http://www.EnglishThailand.com หรือติดต่อเราที่ 02-245-6355
Categories: Kendall, เตรียมสอบ TOEFL |
6 Comments »
6 Responses to “เรียน TOEFL ที่ไหนดีที่สุด?”
Comments
« อยากเก่งอังกฤษ – เชิญทางนี้ครับ | Home | Top 10 Websites เพื่อฝึกทักษะการฟังภาษาอังกฤษ »


tharit tangsongsirisak
Says:Tharit, my son is going to grade 10 at
EIS, pls send some information about TOFEL and advise him when and how to prepare for this.
Somsak[Dad]
His brother used to study at Kendall before
sira123
Says:คุณพ่อสมศักดิ์,
ขอบคุณสำหรับ comment ครับ
ผมจะพยายามติดต่อน้อง Tharit ทาง email ครับ
หากแต่มีคำถามเกี่ยวกับ TOEFL สามารถติดต่อ
ผมหรือเจ้าหน้าที่ได้ที่ 02-245-6355
sakorn
Says:มีเรียนคอร์สสอบ TOELF ราคาไม่ถึง 10000 ไหมครับ
sira123
Says:คุณ Sakorn,
ขอบคุณสำหรับความสนใจครับ
หากสนใจเรียนที่ Kendall
ผมแนะนำให้ติดต่อที่ 02-245-6355 ครับ
ดร.สิระ สุทธิคำ
ป.ล. ราคาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจครับ
หากแต่ผมอยาก make sure ว่าคุณ Sakorn
ชอบหลักสูตรที่ Kendall ก่อนครับ
NT
Says:สวัสดีคะ
พอดีเคยเรียนที่ Kendall (Toefl course)ต้องแต่ก่อนเข้า ม. แต่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ปี 4 แล้วอยากที่จะสอบอีกรอบเพื่อนำไปสมัครงานคะ ต้องการคะแนนค่อนข้างสูงคะ (650) ไม่ทราบว่าจำเป็นต้องเรียนใหม่ หรือ มีคำแนะนำไหมคะ
ขอบคุณคะ
sira123
Says:คุณ NT
ติดต่อกลับหาพี่ฝนได้เลยครับ
ที่ 02-245-6355
ยินดีที่ยังจำกันได้ครับ :-)
ดร.สิระ สุทธิคำ