TOEFL 53: อยากพูดภาษาอังกฤษ สำเนียงชัดๆ ต้องทำอย่างไร?

สวัสดีครับทุกคน – ผม ดร.สิระ สุทธิคำ

วันนี้คำถามน่าสนใจมากครับ

Q: สวัสดีครับ ดร.สิระ – ผมอยากออกเสียงภาษาอังกฤษใช้ชัดเจนโดยเฉพาะส่วนที่จะต้องพูด strong และ weak จะต้องทำอย่างไร? มีหลักการอย่างไร? –คุณ Faoziyah Lochi

การพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่ดีเป็นสิ่ง ที่ต้องพัฒนาโดยใช้เวลาและความพยายามครับ เหมือนกับเด็กที่ต้องฟังแม่พูดเป็นหลายเดือนก่อนจะเปล่งเสียงคำว่าแม่ให้ทุก คนเข้าใจได้นะครับ การพูดด้วยสำเนียงหนึ่งสำเนียงใดนั้นเป็นการเลียนแบบต้นฉบับ ไม่มีกฎกติกาที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้มากโดยธรรมชาติ

หากแต่เป็นของ “ยากมาก” สำหรับนักเรียน ESL และผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง

ผมจึงอยากแนะนำให้ลองเทคนิคต่อไปนี้

  • ฝึกฟังมากๆ ใช้เนตและ web ให้เป็นประโยชน์ได้เลยครับ 🙂
  • หาโอกาสสนทนาเป็นภาษาอังกฤษมากๆ
  • อัดเทปเสียงตัวเองเวลาพูด
  • หาซื้อหนังสือเกี่ยวกับ pronunciation มาซัก 2-3 เล่มแล้วก็ฝีกฝนครับ

สำหรับนักเรียนที่มาเรียนกับผมที่สถาบัน Kendall

ผมอยากแนะนำให้ใช้ Speaking Lab อย่างสม่ำเสมอเพราะ Lab ดังกล่าวจะเป็นการช่วยให้เราสามารถฝึกสำเนียงที่ดีได้อย่างรวดเร็วด้วยระบบ feedback ในทันทีเราจะทราบเลยว่าเราพูดได้ชัดเจนเหมือนเจ้าของภาษาหรือไม่?ประโยคต่อประโยค คำต่อคำ

การเข้าวัดทดสอบ ทักษะการพูดของเรากับข้อสอบประเภท TOEFL หรือ IELTS ก็เป็นทางเลือกที่ดีนอกจากจะเป็นแรงกระตุ้นทางให้เราอยากพัฒนาตนเองแล้ว, การวัดผลจะทำให้เราสามารถ break งาน task ใหญ่ให้เป็นชิ้นเล็กที่ย่อยง่ายขึ้นด้วย (แทนที่จะเป็นว่าเป้าหมายของฉันคืออยากพูดภาษาอังกฤษให้ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใหญ่และไม่สามารถวัดผลได้ และเป็นสาเหตุให้คนส่วนใหญ่ท้อแท้ก่อน) และเราอาจจะนำผลคะแนนไปใช้ในเรื่องอื่นได้ด้วยครับ

ผมขอให้พยายามและอดทนเหมือนนักเรียนที่ประสบความสำเร็จในรุ่นก่อนๆ แล้วผมจะเป็นกำลังใจให้ครับ

แล้วคุยกันอีกครับ

 

TOEFL 52: คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เราเรียกถนน มีกี่คำ?

สวัสดีครับทุกคน – ผม ดร.สิระ สุทธิคำ

เริ่มจากคำถามจากทางบ้านก่อนเลยนะครับ 555

Q: อ.สิระ ครับ คำศัพท์ที่เราเรียกถนน มีกี่คำอ่ะครับ แล้วแต่ล่ะคำมันต่างกันยังไงหรอครับ งง กับคำศัพท์เพราะ ที่เจอมีเยอะมากเลยครับ– คุณ Natthawut Neeranartpison

ตอนที่ผมได้อ่าน email จากคุณ Natthawut เป็นครั้งแรก ผมก็นึกถึงว่าคำที่ใช้เรียกถนนน่าจะมีซัก 4-5 ประเภทสำหรับการใช้งานโดยปกติ หากแต่เมื่อนึกทบทวนและเริ่มทำการค้นข้อมูลเพิ่มเติม ครับ ผมพบว่ามีเกือบ 30 ประเภท และถ้าหากถ้า “บ้า” ทำการ search ต่อคงพบเป็น 100 แน่ครับ ดังนั้นวันนี้เราจะมาเรียนเกี่ยวกับคำที่ใช้เรียกชื่อถนนและสำนวนที่เกี่ยว ข้องกันนะครับ

…คำศัพท์ที่เราใช้เรียกถนน มีกี่คำ?

Avenue
เป็นคำที่ใช้ เรียกถนนซึ่งผมเข้าใจว่ามาจากภาษาฝรั่งเศสนะครับ ครับไม่ว่าอะไรที่มาจากฝรั่งเศส ในสังคมของคนที่พูดภาษาอังกฤษก็มักจะนึกถึงความหรูหราและใช้ชีวิตอย่างสบาย ไม่ว่าจะเป็น ไวน์, อาหารชั้นเลย, การไปเที่ยวเกาะหรือ resort อย่าง Club Med ก็เป็นวัฒนธรรมจากฝรั่งเศส ดังนั้นเรามักจะใช้คำว่า Avenue กับถนนที่มีขนาดใหญ่และมักจะมีร้านโก้หรูหราอยู่ข้างๆ นะครับ ชาว EnglishThailand คงเคยได้ยินถึงชื่อถนน Fifth Avenue ในเมือง New York City ที่เป็นแหล่งรวมร้านระดับ 5-7 ดาว ที่ที่ผมไปเดิน window shopping เท่านั้นนะครับ (window shopping = ไม่ซื้อนะครับ 555)

Street
คำนี้เป็นคำ ที่เรามักใช้เรียกถนนในเมืองนะครับแต่ไม่โก้หรูหราเหมือน Avenue หากในกรณีของ New York City นะครับจะแปลกหน่อยนะครับเพราะเมืองนี้เป็นต้นแบบของการวางผังเมืองนะครับ เพื่อ ให้คนสามารถหาที่ตั้งได้โดยง่าย ทางเมืองจึงกำหนดให้ถนนที่วิ่งจากเหนือไปใต้เป็น avenue และถนนจากตะวันออกมาตะวันตกเป็น street ทั้งหมด เรามาดูสำนวนที่เกี่ยวข้องกับคำว่า street กันนะครับ

street vendor = ผู้ขายของเล็กๆ น้อยตามถนน หากเป็นเมืองไทยก็คงเป็นรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยว, ร้านขายเสื้อผ้าแบกะดิน และ คนขายหนังสือพิมพ์ (โดยเฉพาะตาม subway นะครับ)

street smarts = คนฉลาดหรือความรู้ที่สามารถใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตในเมืองได้ดี โดยอาจจะไม่มีการศึกษาหรือได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นทางการ ยกตัวอย่างเช่น

  • The kids around here may not be much good at reading or writing, but they sure have a lot of street smarts.

Road
เรา เรียกถนนนอกเมืองหรือถนนซึ่งมีการจราจรน้อยหน่อยว่า “road” คำนี้เป็นคำที่คนมักจะมีความผูกพันในฐานะที่เป็นถนนที่ที่จะพาเรากลับบ้าน ให้นึกถึงเพลง Karaoke ที่คนชอบขอกันนะครับเพลง “Country road takes me home…” หรือหากเรากินไอศครีมที่มีนัท, ชอคโคแลท และส่วนผสมที่เข้มข้นมาก ที่เราเรียกมันว่า “Rocky Road” ลองชิมดูสิครับ เป็นรสชาติของไอศครีมที่ผมชอบที่สุดเมื่อตอนเป็นเด็กครับ ดูสำนวนเพิ่มเติมได้นะครับ

one for the road = มักใช้เมื่อชวนให้เพื่อนดื่มเครื่องดื่ม alcohol อีก 1 แก้วก่อนกลับบ้าน (อันนี้ต้องไม่ทำนะครับหากต้องขับรถเอง เพื่อความปลอดภัยครับ)

  • Come on, there’s just time for one for the road.

Drive
คือถนนขนาดเล็กที่ก่อนถึงบ้านในบางครั้งเราสามารถเรียกมันว่า “driveway” หรือ “private road” ก็ได้

Lane
หมายถึงช่องทางจราจรหรือลู่วิ่งก็ได้ครับ ดู idiom ที่เกี่ยวข้องครับ

life in the fast lane = ชีวิตที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นหรืออันตราย

  • His was a life in the fast lane – parties, drugs, and a constant stream of glamorous women.

 

Boulevard อีกหนึ่งคำที่ใช้เรียกถนนที่หรูหรา (เหมือนกับคำว่า Avenue) หากแต่ boulevard ผมว่าเรามักจะนึกถึง tree line หรือแนวต้นไม้ที่อยู่สองข้างทางของถนนด้วยนะครับ

InterstateInterstate highwayhighwaymain road ใช้เรียกถนนระหว่างรัฐหรือทางหลักระหว่างเมือง

highway, expressway, motorway, pike, state highway, superhighway = ถนนใหญ่ที่ใช้รถสามารถใช้ความเร็วได้สูง

bypass, beltway, ring road, ringway = ถนนอ้อมเมือง

 

… และสุดท้ายครับ

tollway vs freeway = ถนนทั้ง tollway และ freeway โดยส่วนมากมักจะเป็นถนนขนาดใหญ่ หากแต่ถ้าเราต้องเสียเงินค่าใช้ถนน (toll) เราก็เรียกมันว่า tollway ถ้าไม่ต้องเสียเราก็เรียกมันว่า freeway เพราะมันฟรีไม่ต้องเสียสตางค์นะครับ

หวังว่าผู้อ่านทุกคนจะได้ความสนุกสนานกับบทความในวันนี้ ตัวผมเองคงต้องขออนุญาต “hit the road” = เริ่มการเดินทาง เพื่อไปประชุมแล้วครับ

  • It’s getting late – I’d better hit the road.

แล้วคุยกันอีกครับ

 

 

TOEFL 51: วิธีการเขียน Application ให้ได้ทุนเรียนฟรี

Q: วิธีการเขียน Application สำหรับสมัครทุนให้ได้รับการพิจารณา มีเทคนิคอย่างไรคะ? – คุณ Sawitree Mongkolsilp

 

วันนี้คำถามน่าสนใจมากครับ

การเขียน Application สำหรับสมัครทุนทั้งการศึกษาและฝึกงานนั้นไม่มีสูตรสำเร็จนะครับ

… หากแต่เราสามารถจัดกระบวนการเขียน application อย่างมีระบบได้ดังนี้

1. อ่านรายละเอียดของทุนอย่างละเอียด – highlight คำสำคัญ
2. วิเคราะห์จุดประสงค์ของผู้ให้ทุน – จดลงในกระดาษด้วยครับ
3. list ข้อดีของเราโดยเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ให้ทุน
4. เขียน application form และ essay โดยแสดงให้เห็นถึง (1) ความเป็นตัวตนของเรา และ (2)ความสอดคล้องของตนเรากับเป้าประสงค์ของทุนนั้น
5. ตรวจทานด้วยตนเอง – ซัก 3 จบเป็นอย่างน้อย
6. ขอความคิดเห็นจากผู้ใหญ่
7. ใช้บริการตรวจ essay จากมืออาชีพ <– คลิกที่นี่

หากต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับ resume เพื่อสมัครงาน <– คลิกที่นี่

 

แล้วคุยกันอีกครับ

 

TOEFL 50: คำเริ่มและคำจบจดหมายทางธุรกิจ – อย่างมืออาชีพ

วันนี้เรามาตอบ email จากคุณอมรรัตน์ ซึ่งเป็นคำถามนี้น่าจะได้ประโยชน์กับหลายๆ คนที่ต้องเขียน email เป็นภาษาอังกฤษ

Q: เรียน อ.สิระ ก่อนอื่นสวัสดีค่ะ และขอบคุณที่ตอบกลับมาค่ะ หนูอยากเรียนถามอาจารย์ว่า มีคำลงท้ายจดหมายอะไรบ้างเพราะหนูอยากได้คำใหม่ๆ ในการเขียน e-mail กับลูกค้าต่างประเทศค่ะ รบกวนช่วยแนะนำให้ด้วยน่ะค่ะ ขอขอบคุณมาล่วงหน้าน่ะค่ะ – คุณอมรรัตน์

ครับเป็นคำถามที่ดี (และยากเหมือนกันครับ) เนื่องคำขึ้นต้นและคำลงท้ายของจดหมายและ email มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและวัฒนธรรมองค์กรนะครับ หากเราจะใช้คำว่า “Yours sincerely”, “Yours faithfully”, “Sincerely”, “Yours truly”, “Regards”, “Yours obediently” หรือแม้กระทั่งจะใช้ “Best regards” – ตัวที่เป็นมาตราฐานที่ผมใช้เป็นประจำก็ได้ครับ – ก็ถูกต้อง หากแต่เราต้องการเจาะลึกในเรื่องดังกล่าว ลองอ่านบทความทั้งหมดดูครับ


คำเริ่มและคำจบจดหมาย และ/หรือ email อย่างเป็นทางการ

1. จดหมายอย่างเป็นทางการเพื่อสมัครงานหรือติดต่อบุคคลที่เราไม่เคยรู้จัก

Dear Sir / Madam,

I am writing to apply for …….

จบด้วย:

I look forward to hearing from you. –

Yours faithfully,

 

2. จดหมายโต้ตอบทางธุรกิจอย่างเป็นทางการ

Dear Mr. Smith (Dear Ms. Smith),

I am writing to enquire about your prices

จบด้วย:
An early reply would be appreciated / I look forward to hearing from you at your earliest convenience.

Yours sincerely,

 

3. จดหมายที่ใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการเช่นจดหมายแนะนำตัว

To whom it may concern:

I write with reference to Ms Smith…

จบด้วย:

Yours faithfully,

 

4. จดหมายทางธุรกิจที่ต้องการสร้างความเป็นมิตรและคุ้นเคย

Dear (+ first name),

Just a quick note to remind you about

จบด้วย:

Best regards, / Best wishes, / Kind regards,

 

5. Email หรือจดหมายภายในองค์กร

(ไม่ต้องมี Dear หรือ To)

Could you…….

จบด้วย

Thanks, / Cheers, / Ciao,

 

ผมเติมคำสุดท้าย “Ciao” ไว้ให้เพื่อที่อยากให้มัน cool หรือเท่ห์หน่อยครับปัจจุบัน trend ขอการพูดภาษาต่างชาติเล็กๆ น้อยๆ ก็กำลังมาแรงเมื่อกันในอเมริกา ผมเข้าใจว่า Ciao เป็นภาษาอิตาลีนะ ครับใช้สำหรับทั้ง Hello และ Good Bye นะครับ ผมเห็นคำนี้ใช้บ่อยมากครับในช่วงหลังนี้ และนี้ก็เป็นข้อสรุปได้อย่างหนึ่งว่าถึงแม้อิตาลีจะล้มเหลวในด้านเศรษฐกิจ, แพ้สงครามโลก, แต่ก็ยังเป็นผู้นำใน เรื่องของ lifestyle ของชาวตะวันตกและมีอิทธิพลอยู่ในระดับโลกอยู่เรื่อยๆ ผมกำลังจะรอวันที่คำว่า Sawadee จะได้นำมาใช้ขึ้นต้นหรือลงท้ายจดหมาย ซักวันหนึ่งนะครับ 555

แล้วคุยกันอีกครับ 🙂

 

TOEFL 49: 7 เทคนิคเพื่อเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และจดจำได้ forever 555

คำถามที่ผมได้รับค่อนข้างบ่อยจากชาว EnglishThailand โดยมักจะมีใจความใกล้เคียงกันดังนี้

Q: มีคำถามนิดนึงค่ะ  ไม่ทราบว่าจะรบกวนเกินไปไหม มีข้อแนะนำบ้างไหมคะเวลาที่ต้องท่องจำคำศัพท์  หรือข้อความยาวๆ  เพราะมันจะจำยากมาก  และจะลืมบ่อย ประกอบกับหนูต้องทำงานวันละ  8-10  ชม.ด้วย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารมากนักอะค่ะ  ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ – สมาชิก EnglishThailand.com

สวัสดีครับทุกคน – ผม ดร.สิระ สุทธิคำ

อืมทั้งไม่ต้องออกแรงและไม่มีเวลา แต่อยากได้ผลมากกกกกกก เลยนะครับ 555

การท่องจำศัพท์นั้นอาจจะต้องใช้ทั้งเวลา และความพยายามค่อนข้างสูง โดยผมได้ลองค้นข้อมูลจาก Internet และหนังสือ มารวบรวมมาเขียนเป็นบทความเพื่อเสนอ ซึ่งอาจจะตรงใจกับผู้เรียนบ้างและจูงใจให้ผู้เรียนสามารถใช้เวลากับการท่อง ศัพท์ได้มากขึ้นนะครับ

 

เทคนิคการเรียนและจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

Tip#1: อ่านให้มากครับ การอ่านบทความ, หนังสือ, นิตยสาร ภาษาอังกฤษเป็นวิธีที่จะช่วยให้ผู้อ่านได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ หากต้องการเพิ่มคำศัพท์จำนวนมาก ผมอยากแนะนำให้อ่านหนังสือหรือบทความใน field ที่เราไม่คุ้นเคย, หาหนังสือที่สนุกสนานหรือเราสนใจจะได้อ่านมากขึ้น (หากเป็นหนังสือโป้นะก็ต้องยอมเพื่อให้สามารถเก่งภาษาอังกฤษได้-ล้อเล่นนะ ครับ), รวมทั้งให้พยายามจดคำศัพท์พร้อมประโยคที่เราได้อ่านและเปิด dictionary กลับมาทบทวน

Tip#2: ให้เล่นเกมส์เกี่ยวกับคำศัพท์โดยเฉพาะเกมส์ประเภท Scrabble, Boggle, หรือ Hangman เพราะเกมส์เหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้เราคิดถึงคำศัพท์จำนวนมาก สำหรับการเล่นเกมส์ Scrabble ก็เล่นแบบที่อนุญาตให้เปิด dictionary ก็ได้ครับจะพยายามค้นขว้าหาคำศัพท์มากขึ้น ไม่ใช่ใส่แต่คำว่า “dog”, “cat” หรือ “apple” เท่านั้นนะครับ 555

Tip#3: ให้เล่นปริศนาอักษรไขว (crosswords) ให้ลองเริ่มจากนิตยสารง่ายๆ อย่างเช่น Student Weekly หรือ NJ แล้วต่อค่อยมาเล่นที่ Bangkok Post ก็ได้ครับจะได้ไม่ท้อครับ

Tip#4: ให้ใช้ dictionary เป็นประจำ ผมอยากแนะนำให้ใช้ dictionary ภาษาอังกฤษเป็นภาษาอังกฤษนะครับ เราจะได้ไม่เป็นเหมือนนกแก้วนกขุนทองนะครับ คือท่องลูกเดียวแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ผมเคยมีลูกศิษย์อยู่คนหนึ่งมีความตั้งใจในการเรียนภาษาอังกฤษมาก หากแต่น้องเค้าจะเน้นการท่องจำเพียงอย่างเดียวเมื่อพบกับคำศัพท์ว่า “rodent” น้องเค้าก็ตอบผมเลยว่ามันคือสัตว์ฟันแทะ หากแต่บทความที่เราอ่านกันอยู่เป็นเรื่องของ Mickey Mouse ซึ่งผมก็เลยถามน้องว่าสัตว์ฟันแทะที่ว่าคืออะไร น้องเค้าประหลาดใจกับคำถามครับ หากแต่ก็ไม่สามารถตอบได้ ซึ่งจริงๆ แล้วผู้เขียนต้องการสื่อสารถึง Mickey Mouse เจ้าหนูที่น่ารักและก็จัดว่าเป็นสัตว์ฟันแทะนะครับ ดังนั้นการใช้ dictionary อังกฤษเป็นอังกฤษจะฝึกให้เราอ่านเพื่อความเข้าใจว่ากว่าการท่องเป็นนกแก้วนก ขุนทองนะครับ

Tip#5: ทบทวน-ทบทวน-ทบทวน ครับวิธีนี้จะช่วยให้เราสามารถจดจำคำศัพท์ได้ดีครับ ลองทำ flash card (กระดาษจดศัพท์ที่เราสามารถจับมันมา review ในทุกวัน) และลองทบทวนเมื่อตอนรถติด หรือระหว่างรอแฟนก็ได้นะครับ จะได้ฆ่าเวลาดีครับ รวมทั้งสามารถประหยัดค่าโทรศัพท์ได้มากเนื่องจากไม่ต้องไปโทรคุยกันเรื่อยๆ เปื่อยนะครับ และหากสามารถนำคำศัพท์เหล่านั้นมาใช้ได้ในการเรียนหรือการทำงานในวันนั้น ต้องขอคารวะตัวเองเลยครับ เพราะท่านจะจำคำศัพท์คำนั้นได้เป็นเวลานานและใช้มันได้ถูกต้องด้วย

Tip#6: ลองค้นทาง website เพื่อหาสมัคร “word of the day” หรือซื้อประเภทปฏิทินฉีกที่มีการแนะนำคำศัพท์วันละคำ ลอง download eBook ของที่ผมเคยเขียนขึ้นเพื่อหา idea เพิ่มก็ได้ครับ

Tip#7: จัดตั้งกลุ่ม “study buddies” หรือคู่หูเพื่อท่องและเรียนรู้เกี่ยวกับศัพท์ จะได้เป็นแรงกระตุ้นซึ่งกันและกันนะครับ

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทิปทั้ง 7 นี้จะช่วยให้ผู้เรียนชาว EnglishThailand มีพัฒนาการในเรื่องของคำศัพท์ที่ดี

หากใครมีข้อเสนอแนะอะไรหรือทิปอย่างอื่นเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อผมได้ที่www.facebook.com/englishthailand ครับ

แล้วคุยกันอีกครับ 🙂