Your browser (Internet Explorer 6) is out of date. It has known security flaws and may not display all features of this and other websites. Learn how to update your browser.
X
Articles

TOEFL 38: Google’s 10 Design Principles – บทเรียนจาก Google

ผมได้อ่านบทความเกี่ยวกับหลักการออกแบบของบริษัท Google ยักษ์ใหญ่ด้าน IT

… ในบทความดังกล่าว บริษัทได้กล่าวถึงหลักการออกแบบของผลิตภัณฑ์และบริการ 10 ข้อซึ่งผู้ออกแบบทุกสินค้าของ Google ต้องสอบทานก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด

เรามา…

(1) ลองอ่านหลักการดังกล่าวและบทวิเคราะห์จากผมดู

(2) สังเกตวิธีการเขียนรวมทั้งเรียนคำศัพท์ที่เป็น power word ที่ Google ใช้ดูด้วยนะครับ

 

 

Google’s 10 Design Principles

1. Focus on people-their lives, their work, their dreams.

2. Every millisecond counts.

3. Simplicity is powerful.

4. Engage beginners and attract experts.

5. Dare to innovate.

6. Design for the world.

7. Plan for today’s and tomorrow’s business.

8. Delight the eye without distracting the mind.

9. Be worthy of people’s trust.

10. Add a human touch.

โดยส่วนตัวผมชอบประโยคที่ว่า “Every millisecond counts.”

  • ทุก “เสี้ยว” วินาทีก็มีความหมาย

และ “Simplicity is powerful.

  • ความเรียบง่าย(คือพลัง) ซึ่งเราสามารถดูตัวอย่างได้จากหน้า search ของ Google ที่เกือบไม่มีอะไร

นอกจากช่องให้เรากรอกข้อมูลเพื่อ search ซึ่งทำให้ใช้งานง่ายมาก

และจะแตกต่างจาก portal site อื่นๆ มากมายที่เราต้องใช้เวลาศึกษาก่อนใช้งาน

และเรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุด เราจะเห็นว่า Google ซึ่งเป็นยักษ์ทางด้านเทคโนโลยีแต่กลับมีหลักการออกแบบสินค้าที่มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นสำคัญ

ไม่ว่า…

  • ข้อที่หนึ่ง “Focus on people.” – ให้มุ่งเน้นในประโยชน์ที่บริษัทจะสามารถให้กับลูกค้าได้
  • ข้อที่สี่ “Engage beginners and attract experts.” – ให้ผู้ใช้ทั้งมือใหม่มีส่วนร่วมและสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับมือเก๋า
  • ข้อที่แปด, เก้า และ แม้กระทั่งข้อที่สิบครับ “Add a human touch.” ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายด้วยที่เกี่ยวข้องกับ soft skill ทั้งสิ้น

กว่าครึ่งของ Design Principles ของบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนหรือผู้ใช้ทั้งนั้นเลยนะครับ

สุดท้ายนี้ผมหวังว่าบทความดังกล่าวจะเป็นประโยชน์สำหรับชีวิตการงานของผู้อ่าน

ขอให้บริษัทในประเทศไทยของคนไทยจงเจริญและมีโอกาสที่จะแข่งขัน(และเป็นผู้ชนะ)กับเขาบ้างนะครับ – สาธุ


แล้วคุยกันอีกครับ 🙂

ดร.สิระ สุทธิคำ

ป.ล. ด้านล่างคือ Power Word (ใช้ในธุรกิจและการสมัครงานได้ครับ)

focus = รวมความสนใจไว้ที่จุดหนึ่ง

simplicity = ความเรียบง่ายและไม่สลับซับซ้อน

engage = (นอกจากแปลว่าหมั้นแล้วยังหมายถึง) นัดหมาย, ทำงานอยู่ และ จ้างให้ทำงาน

dare = กล้าทำ, กล้าเผชิญหน้า และ ท้าทาย

innovate =  นำสิ่งใหม่เข้ามา

delight = พอใจ หรือ ทำให้ดีใจ

distract = ทำให้เขว

worthy = มีค่าเพียงพอ

trust = ความเชื่อถือ

human touch = คุณสมบัติที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรงแต่เป็นความรู้สึกที่ดีที่ต้องวัดด้วยใจของมนุษย์ (ไม่ว่าจะเป็นความรักและความอบอุ่น)


Articles

TOEFL 37: 1960s กับ 1960’s – อันไหนถูก?

Q: อาจารย์สิระคะ, 1960s กับ 1960’s ต่างกันอย่างไร?คุณ Nichamorn Jangsiri

เราคงเห็นคำทั้งสองนี้ใช้บ่อยทั้งคู่ วันนี้ผมเลยจะเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ 3 ประเด็นด้วยกันคือ

1. 1960s หรือ 1960’s – ใช้คำไหนถูกต้อง?
2. 1960s หรือ 1960’s แปลว่าอะไร?
3. และมีเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นในยุค sixties บ้าง

ดูเฉลยว่าคำไหนถูกต้อง

หากดูผ่านๆ ทั้งสองคำนี้เราจะเห็นกันบ่อยในบทความ, นิตยสาร หรือ เรื่องราวใน Internet ทำให้ทั้งสองคำดังกว่าเป็นคำที่ถูกต้องทั้งคู่

หากดูที่มาของคำดังกล่าวจะพบว่า 1960s นี้ใช้แทนคำว่า “The Sixties” ซึ่งแทนช่วงเวลา 10 ปี ตั้งแต่ 1960 ถึง 1969 ดังนั้นคำว่า “1960s” จะมีภาษีที่ดีกว่า “1960’s” เพราะเราจะเห็นได้ว่าจากคำว่า The Sixties นั้นเราเพียงนำ -s มาเติมท้าย sixty ซึ่งต้องทำให้เป็น -es ดังนั้นเราจึงควรเติมท้าย 1960 ด้วย -s โดยไม่ต้องมี apostrophe

สำหรับยุค 60s นี้มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์มาก ผมลองรวบรวมเรื่องให้อ่านเล่นนะครับ

  • Anti-war movement: การร่วมตัวของประชาชนเพื่อต่อต้านสงครามเวียดนาม
  • Civil rights: การเรียกร้องสิทธิในการพูดและแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นเหตุใหญ่มากที่ University of California, Berkeley ที่เราอาจจะเห็นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนต์ Forest Gump
  • Space-race: การแข่งขันทางอวกาศ โดยที่รัสเซียชนะในยกแรกที่สามารถส่ง Yuri Gagarin ไปโคจรรอบโลกได้ก่อน (ปี 1961) หากแต่อเมริกาเอาคืนด้วยหมัดสองโดยสามารถส่ง Neil Armstrong และ Buzz Aldrin ขึ้นไปบนดวงจันทร์สำหรับเสร็จในปี 1969
  • Music: มีวงดังๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น The Beatles, The Doors, The Rolling Stones, Led Zeppelin, The Beach Boys, Pink Floyd และ Bob Dylan นักดนตรีในยุค 1960s ที่โด่งดังหลายคนมีอิทธิพลของวัฒนธรรมวัยรุ่น, อิสรภาพ และ ยาเสพติด

 

 

ตัวอย่างคำศัพท์ร่วมสมัย 60s

  • Think fast = คำพูดที่เราบอกเตือนให้ผู้ที่เราจะโยนของให้ระวังก็โยนให้
  • Wedgie = หากเทียบเป็นภาษาไทยที่ใช้ในกลุ่มวัยรุ่นก็คือคำว่าเข้า win หรือกางเกงในมาติดที่ตรงก้นนะครับ 555
  • Take a wiz = ไปฉี่ (ใช้โดยผู้ชายนะครับ)
  • Wicked = เท่ห์ระเบิดเช่น “That Chevy that Dan has is one wicked machine.”

แล้วคุยกันอีกครับ 🙂
ดร.สิระ สุทธิคำ

Articles

TOEFL 36: ตัวหลอกขาประจำในข้อสอบ TOEFL

Q: อาจารย์สิระขา – ถ้าบอกว่า “Don’t you love his pants?” จะหมายความว่า “คุณไม่ชอบกางเกงใช่ไหม?” หรือแปลว่า”คุณชอบกางเกงของเขาไหม”  คะ  รบกวนตอบหน่อยค่ะ ขอบคุณค่ะ – คุณ Songsirin Ruengvisesh

A: ครับ… เป็นคำถามที่ดีมากครับ และเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่นักเรียนชาวไทยมักจะมีปัญหาในการทำข้อสอบส่วน Listening ของข้อสอบ TOEFL ดังนั้นวันนี้เราต้องขยายความกันซักหน่อยครับ…

หากเราใช้การแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยแบบคำต่อคำ

“Don’t you love his pants?” น่าจะแปลว่า คุณไม่ชอบกางเกงของผู้ชายคนนี้ใช่ไหม

… แต่นั้นเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องครับ ประโยคคำถามดังกล่าวนำมาจากคำถามลักษณะที่เป็น Question tag

ลองดูต่อนะครับ ประโยคคำถามข้างต้นจะมีความหมายเดียวกับการพูดที่ว่า

“You love his pants, don’t you?”

ผู้พูดใช้คำถามดังกล่าวเมื่อผู้พูดรู้สึก ชอบกางเกงที่ผู้ชายคนนี้ใส่เพราะมันสวย, หล่อ, หรือ เท่ห์ อะไรประมาณนี้ และผู้พูดเองคาดว่าผู้ฟังก็คงเห็นดีเห็นงามด้วยและน่าจะตอบในทางที่เห็นด้วย

 

ดังนั้นผู้ฟังส่วนใหญ่จึงควรตอบว่า

“Yes, I love them.” – ตอบเป็นทางการซึ่งถูกหลักที่ใช้สอนในโรงเรียนและในข้อสอบ TOEFL แต่ในชีวิตจริงเราอาจจะตอบว่า “Definitely”, “Certainly” หรือ แม้กระทั่ง “Wow, I love them.” ก็ได้ทั้งสิ้น

หากแต่ว่าเราคิดว่ากางเกงตัวนี้ไม่สวยหรือ เชย เราก็อาจจะตอบว่า “Well, I do not like them.” การมี Well นี้ก็ทำให้คำปฎิเสธของเราดูนุ่มนวลขึ้นนะครับ

สำคัญ

เพราะ ฉนั้นจากบทเรียนเราจะเห็นว่าการใช้คำว่า “Don’t you” นี้เราไม่จำเป็นต้องคิดเป็นแบบภาษาไทยว่า “คุณไม่ชอบกางเกงนี้ใช่ไหม?” แล้วเราก็ตอบว่า “ใช่ฉันไม่ชอบ”  หรือ “ไม่ฉันชอบ” เพราะในภาษาอังกฤษคำถามว่า

 

“Don’t you” กับ “Do you” เราสามารถตอบด้วยคำถามเดียวกันโดยไม่ขึ้นกับรูปแบบของคำถามครับ

“Yes, I love them.” – ถ้าเราชอบ

“No, I do not like them” – ถ้าเราไม่ชอบ

 

คำถามถัดมาที่เราอาจจะอยากถามก็คือว่า ทำไมผู้พูดจึงไม่ใช้คำว่า “Do you love his pants?” แบบปกติเลยละ? ประโยคนี้ใช้ได้หรือไม่?

ตอบเลยครับว่า เราสามารถใช้ประโยคดังกล่าวได้เลยครับ (Do you…?) หากแต่ในครั้งนี้ผู้พูดเพียงแค่อยากถามความคิดเห็นของเราว่าชอบ กางเกงตัวดังกล่าวหรือไม่…โดยผู้พูดไม่ได้คาดหวังว่าเราจะชอบกางเกงดังกล่าวครับ

สำหรับบทเรียนวันนี้น่าจะช่วย clear ข้อสงสัยได้บ้างนะครับ หากยังไม่เข้าใจลองอ่านทวนดูอีกรอบนะครับ เพราะคำถามนี้เป็นเรื่องวัฒนธรรมการใช้ภาษาที่แตกต่างและน่าจะทำให้เกิดความ สับสนไม่น้อยสำหรับ non-native speaker และนี้คงเป็นเหตุผลที่ผู้ออกข้อสอบ TOEFL จึงนำมาใช้เป็นตัวลวงในการออกข้อสอบอยู่บ่อยครั้ง

สำหรับ final note ของผมครับ “You love this lesson, don’t you?” (ผู้เขียนมีความคาดหวังว่าผู้อ่านจะชอบบทความนี้จึงถามอย่างนี้นะครับ และผู้อ่านน่าจะตอบว่า “It is great!” หรือแม้กระทั่ง “Fabulous, man!” ว่าไปถึงขั้นนั้นนะครับ 555)

แล้วคุยกันอีกครับ 🙂

ดร.สิระ สุทธิคำ