Your browser (Internet Explorer 6) is out of date. It has known security flaws and may not display all features of this and other websites. Learn how to update your browser.
X

Posts tagged ‘writing’

Articles

TOEFL 18: สามารถใช้คำว่า “I” ในจดหมายและ essay ที่เป็นทางการได้หรือไม่?

 

Q: อาจารย์สิระครับ/คะ – เราสามารถใช้คำว่า “I” ใน essay ที่เป็นทางการได้หรือไม่?

วันนี้เราดูที่คำถามที่ผมพบบ่อยจากนักเรียนที่ Kendall เมื่อเขียน essay หรือจดหมายอย่างเป็นทางการ

หลายคนโดยเฉพาะได้รับการฝึกฝนการเขียนจดหมายกับทางราชการในประเทศไทยมักจะมีความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเมื่อต้องใส่คำว่า “I” ในจดหมายหรือ essay ที่เป็นทางการได้ครับ โดยมีความรู้สึกว่าการเขียนดังกล่าวอาจจะไม่เหมาะสมและทำให้สูญเสียรูปแบบนั้น

ผมต้องตอบเลยว่าในความรู้สึกของคนอเมริกันนั้น การแสดงความคิดเห็นและ back up ด้วยความเชื่อของตนนั้นมีความจำเป็น นอกจากนั้นแล้วยังแสดงให้เห็นถึงความเปิดเผยของผู้เขียน ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อ่านได้ดีกว่าการได้รับข้อ ความจากที่ไหนก็ไม่รู้

หากผู้อ่านยังไม่มั่นใจลองดูจดหมายที่เขียนโดย Susan Hockfield ประธาน มหาวิทยาลัยคนแรกของมหาวิทยาลัย MIT ที่เป็นผู้หญิง (คลิกที่ link เพื่ออ่านประวัติของท่านได้ครับ) ในการเขียนจดหมายอย่างเป็นทางการที่ส่งถึงศิษย์เก่าและผู้ใหญ่ในหลากหลายอุตสาหกรรมเพื่อสานความสัมพันธ์และขอความร่วมมือในการบริจาคเงินสำหรับโครงการการศึกษาและวิจัยของ MIT ดูสิครับ

เท่าที่ผมนับดูเฉพาะในย่อหน้าแรกก็มีคำว่า “I” กว่า 4 ครั้ง (หากรวมคำว่า “my” ด้วย)

ดังนั้นผมขอตอบอย่างฟันธงเลยครับ ว่าคำว่า “I” สามารถใช้ในจดหมายและ essay ที่เป็นทางการได้ครับ ไม่เชื่อผมไม่ได้แล้วครับ

สำหรับทางออกของนักเรียนไทยจำนวนหนึ่งซึ่ง ยังไม่คุ้นกับวัฒนธรรมในลักษณะนี้ ผมอยากแนะนำให้ใช้คำว่า “We, us, หรือ our” ทดแทนไปก่อนก็ได้ครับ คำนี้เป็นทางการและให้ความรู้สึกมีส่วนร่วมจากทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน หากเป็นทางธุรกิจก็เป็นคำแทนทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย อ่านแล้วดูเป็นมิตรดีครับ

แล้วคุยกันอีกครับ
ดร.สิระ สุทธิคำ

จดหมายจากท่านอธิการบดี Susan Hockfield

dean-mit-letter

Articles

TOEFL 16: วิธีใช้คำขึ้นต้นในการเขียนจดหมายและ email ในธุรกิจอย่างถูกต้อง

Q: ดิฉันรบกวนอาจารย์ ดร.สิระ ช่วยอธิบายนำหน้าของคำในการขึ้นต้น Email ถึง Supplier ต่างประเทศดังนี้ค่ะ Dear, Hi, Hello, ชื่อผู้รับ mail เช่น Yuwadee ว่ามีความหมายต่างกันอย่างไร ดิฉันไม่กล้าใช้คำ อื่นๆ นอกจากคำว่า Dear เลยค่ะ เวลาที่ส่ง mail out ให้ Supplier แต่เวลาที่ได้รับ mail ตอบกลับจะเห็นว่าเขามีการใช้คำที่แตกต่างช่วงแรกๆ จะเป็น Dear Yuwadee แล้วเปลี่ยนเป็น Hi Yuwadee หรือ Hello Yuwadee และล่าสุดเมื่อดิฉันมีการ CC ให้กับคนอื่นด้วย เขาก็ใช้ชื่อ Yuwadee โดยไม่มี คำอื่นนำมาก่อนค่ะ ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ – คุณยุวดี (Jenny)


การเรียนภาษานั้นอาจจะต้องเป็นการเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประกอบไปด้วย ดังนั้นคำถามของคุณยุวดีจึงเป็นคำถามที่ดีมากสำหรับการนำมาใช้เป็นบทเรียน online ครับ

ผมขอตอบเป็นประเด็นดังนี้ครับ…

  • Dear > Hello > Hi เป็นคำทักทายที่เรียงจากทางการสู่ไม่เป็นทางการ โดย Hi เราเราจะใช้กับเพื่อนครับ หากต้องง่ายและเป็น business ใช้ Dear ตลอดก็ไม่เสียหายครับ สำหรับคำเดียวที่เป็นข้อยกเว้นที่ผมว่าไม่ควรใช้คือ “Hey you” คำนี้ไม่สุภาพครับ หากแต่ผมได้ยินคนที่ขายของให้ชาวต่างชาติชอบให้กันบ่อยครับ อาจจะเป็นเพราะเป็นการเรียนรู้จาก “ฝรั่งขี้นก” ที่มาเดินก็เป็นได้ครับ 555
  • ไม่แปลกนัก สำหรับนักธุรกิจโดยเฉพาะทางอเมริกาที่จะเรียกชื่อโดยใช่ firstname ซึ่งจะต่างจากธรรมเนียมแบบของไทยที่จะมีคำว่า “คุณ” นำหน้า หรือจะเหมือนกับคำว่า “ซัง” ตามหลังในภาษาญี่ปุ่น หรือหากต้องการให้ formal ในประเทศ Europe เราจะเรียกคนที่ติดต่อทางธุรกิจด้วย lastname และในประเทศที่ conservative มากๆ ก็จะต้องมี Mr., Ms. หรือ Mrs. นำหน้า ครับฝรั่งนั้นก็มีธรรมเนียมที่แตกต่างกันมากๆ ครับ
  • หากเป็นทางการให้ใช้ Mr. Lastname หรือ Ms. Lastname ได้ทุกกรณี (ไม่ต้องใช้ Mrs. ก็ได้ครับ)

แล้วคุยกันอีกครับ

ดร.สิระ สุทธิคำ

 

Post

TOEFL 07: งานเขียนที่ดีต้องมี…

วันนี้เราจะมาคุยกันถึงทักษะการเขียนที่คน ส่วนใหญ่มักจะพบว่าทักษะนี้ทำได้ค่อนข้างยาก เมื่อมนุษย์เริ่มเรียนภาษาเราก็มักจะเริ่มต้นโดยการฟังก่อน นึกถึงเด็กทารกที่เริ่มจากฟัง จากนั้นเด็กคนนั้นก็จะเริ่มที่จะพูด เมื่อเข้าโรงเรียนเราก็จะได้รับการฝึกฝนทักษะการอ่าน แล้วจึงมาสู่ทักษะการเขียนไงครับ

หากแต่ผมเคยได้รับ email จากผู้สนใจในหลักสูตรของ Kendall ในหลายครั้งว่า “ผมหรือดิฉันอยากเรียนภาษาอังกฤษเพียงแค่ให้พูดได้และเขียนได้ “

ผมว่าคำพูดดังกล่าวขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงนะครับเพราะทักษะของการพูดและการเขียนต้องได้รับการฝึกฝนอย่างจริงจัง ดังนั้นเราต้องทุ่มเทมากกว่าความรู้สึกว่า “เพียงแค่” 😀

วันนี้เรามาเริ่มกันที่…

เคล็ดไม่ลับในการที่จะทำให้งานเขียนของคุณดูเป็นมืออาชีพครับ”

มีคุณป้าเจ้าของค่ายของนางงามอยู่ค่าย หนึ่งซึ่งผมจำไม่ได้ชัดว่าเป็นป้าอะไร? ได้พูดวลีโวหารซึ่งเป็นประโยคทองของบทเรียนวันนี้นั้นคือ

“ฉันสามารถให้สาวคนไหนก็ตามชนะการประกวดนางงาม ไม่ว่าสาวเจ้าจะสวยหรือไม่ จะอ้วนหรือผอม ขาวหรือดำ แต่ต้องขอให้สาวคนนั้นตัวสูงก็พอแล้ว”

นอกจากคำพูดดังกล่าวนั้นแสดงถึงความมั่นใจ ของคุณป้าในการปั้นเด็กแล้ว คำพูดนั้นบอกถึง intrinsic value ของการเป็นนางงาม (หากผู้อ่านท่านใดไม่ทราบคำว่า intrinsic แปลว่าอะไร? ลองเปิด dictionary นะครับ) แล้วจะมีลักษณะจำเพาะอะไรไหมในงานเขียนที่ดี?

สิ่งที่สามารถเปรียบเทียบได้กับคุณลักษณะ ของความสูงของนางงามในงานเขียนนั้นก็คือโครงสร้างที่ดีของงานเขียน งานเขียนที่ดีต้องประกอบด้วย 3 ส่วนคือ

  • Introduction: บทนำที่สามารถดึงดูดใจให้ผู้อ่านสนใจและอยากอ่านต่อ รวมทั้งบอกให้ผู้อ่านทราบถึงเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้น ในบางครั้ง เราบอกว่าบทนำก็คือ “Tell them what you are going to tell.”
  • Body: เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญของการเขียนทั้งหมด ความคิดและสิ่งที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านคล้อยตามจะอยู่ในส่วนเนื้อหานี้ การจัดวางรูปแบบรวมทั้งการใช้ตัวอย่าง, ข้อมูล, เรื่องเล่าเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ส่วนเนื้อหานี้หนังสือบางเล่มก็บอกว่าคือส่วนที่ “Tell them.” หรือการเล่าเรื่องราวที่อยากจะเล่าครับ
  • Conclusion: บทสรุปเป็นการกล่าวย้อนถึงเนื้อหาที่ได้กล่าวมาแล้ว ผมขอย้ำนะครับว่าเป็นเรื่องราวที่ได้กล่าวมาแล้วเท่านั้น เฉพาะในการเขียนบางประเภทเท่านั้นที่ผู้เขียนอาจจะสามารถตั้งคำถามหรือ ประเด็นใหม่ให้ผู้อ่านฉงนและนำไปคิดต่อได้ หากแต่โดยปกติแล้วเป็นเพียงการกล่าวย้อนเหมือนคำที่ว่า “Tell them what you have just told.”

เมื่อทุกท่านทราบถึงเคล็ดไม่ลับในการพัฒนาทักษะในการเขียนให้ดูเป็น professional แล้ว ก็เหลือเพียงนำไปลงมือปฏิบัติครับ และนี้ก็คือเหตุผลหนึ่งที่ทาง Kendall จัดให้มีการเรียนที่เป็นลักษณะ Writing Workshop ที่ผู้เรียนจะต้องลงมือเขียนอย่างจริงจัง(และทุก essay จะได้รับการตรวจโดยตรงจากผม)เพราะถึงแม้ทราบ theory หากแต่ไม่ได้นำไปฝึกฝนก็จะไม่สามารถพัฒนาได้ครับ

สรุปนะครับเขียน essay ทุกครั้งต้องมี Intro-Body-Conclusion สำคัญมากกกก นะครับ

แล้วคุยกันอีกครับ 😀

ดร.สิระ สุทธิคำ