Your browser (Internet Explorer 6) is out of date. It has known security flaws and may not display all features of this and other websites. Learn how to update your browser.
X
Articles

TOEFL 41: รูปแบบการเขียนจดหมายภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง!

Q: เรียน ดร.สิระ คำถามที่สงสัย -การย่อหน้าและการขึ้นบรรทัดใหม่มีความหมายอย่างไรสำหรับการเขียน เช่น…

 

แบบที่ 1
*********
*********

+++++++++
+++++++++

แบบที่2
********
*********
++++++++
+++++++++

ทั้ง 2 แบบต่างกันอย่างไรทางงานเขียนเพราะบางครั้งหนูสังเกตเห็นการขึ้นบรรทัดใหม่ที่ไม่ย่อหน้าด้วยค่ะ – คุณ Nichamorn

A: สิ่งที่คุณ Nichamorn ถามผมคงเป็นเรื่องของ template ในการเขียนจดหมายธุรกิจใช่ไหมครับ?

หากใช่ การเขียนจดหมายทางธุรกิจมี 3 รูปแบบคือ (ซึ่งผมได้ทำ file jpeg เป็นรูปแบบทิ้งไว้ให้ด้านล่างของจดหมายทั้งสามประเภทเลยครับ)

  • Block Form
  • Indented Form
  • Simplified Style Form

สำหรับการเลือกขึ้นอยู่กับ style หรือ culture ของแต่ละองค์กรนะครับไม่มีรูปแบบใดถูกผิดครับ หากแต่ในความเห็นของผม block form กำลังได้รับความนิยมเพราะอ่านง่ายและพิมพ์ง่ายนะครับ (block คืออันที่ไม่มี indentation หรือย่อหน้านะครับ) และหลักการของการเขียนจดหมายแบบ block form มีดังนี้…


  • ขึ้นต้นด้วยชื่อผู้เขียน, ที่อยู่, โทรศัพท์ และ email (จำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน)
  • เว้นบรรทัด 2 บรรทัดก่อนกรอกวันที่
  • เว้นอีก 2 บรรทัดก่อนใส่ชื่อผู้รับ, ตำแหน่ง, บริษัท, และที่อยู่
  • เว้นบรรทัดเดียว ขึ้นต้นด้วยคำว่า Dear แต่อย่าลืมใช้ : สำหรับธุรกิจ และ , สำหรับจดหมายถึงเพื่อน
  • เว้นบรรทัดแล้วเขียนจดหมาย
  • หากขึ้นย่อหน้าใหม่ไม่ต้องกด Tab เพื่อทำการย่อหน้า หากแต่ให้เว้นบรรทัดเลย
  • จบท้ายและลงลายเซ็น สามารถอ่านเรื่อง คำเริ่มและคำจบจดหมายทางธุรกิจ – อย่างมืออาชีพ ได้

 

ขอให้สนุกสนานกับการเขียนจดหมายครับ – ผมลืมไปแล้วครับว่าได้เขียนจดหมาย “จริงๆ” เมื่อไรนะครับ


Block Form



Indented Form



Simplified Style Form


Articles

TOEFL 40: วิธีใช้คำว่า “by the way” และ “on the way”

Q: เรียน ดร.สิระ และทีมงานทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณสำหรับเมลล์ดีๆ ที่จัดส่งให้ทุกวัน มีประโยชน์มากจริงๆ ค่ะ สำหรับเมลล์นี้อยากจะเรียนถาม ดร.สิระว่า “by the way” กับ “on the way” มีความหมายว่าอย่างไร? ใช้อย่างไร? ใช้ในภาษาพูดหรือภาษาเขียนอย่างไรคะ? ขอขอบคุณค่ะ – คุณ Chachsaran Tangruthaitham

A: ครับสำหรับคำถามนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก คำว่า “by the way” และ “on the way” สามารถใช้ได้ทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน หากแต่มีความหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในบทความนี้ผมจะเล่าให้ฟังถึง…

  • ความหมายของสำนวน “by the way” และ “on the way”
  • รวมทั้งยกตัวอย่างวิธีการใช้สำนวนทั้งสอง
  • แถมด้วยสำนวนอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ way ครับ

วันนี้เรามาเริ่มบทเรียนกันเลยนะครับ

by the way

คำว่า “by the way” เราจะใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีสิ่งอื่นเพิ่มเติมกว่าสิ่งที่ได้กล่าวมา แล้วหากแต่อาจจะมีความสำคัญที่ด้อยกว่าครับ ยกตัวอย่างเช่น

  • By the way, I heard that Jack may be moving to Phuket.

ประโยคนี้เราจะใช้เมื่อเราได้คุยเรื่องราว อื่นที่สำคัญ(เช่นเรื่องราวเกี่ยวกับงาน) แล้วเราก็ถามถึงข่าวที่เราได้ยินมาเกี่ยวกับการย้ายที่ทำงานของ Jack จากกรุงเทพไปภูเก็ตประมาณนั้นนะครับ

on the way

สำนวนนี้แปลได้ 2 ความหมาย โดยความหมายที่ 1 หมายถึงว่าเหตุการณ์กำลังจะเกิด ยกตัวอย่างเช่น.

  • They have two kids, and another on the way.

ครับบ้านนั้นเค้ามีลูก 2 คน และอีกคนกำลังอยู่ในท้องและกำลังจะเกิดเร็วๆ นี้

หรือความหมายที่ 2 แปลว่าอยู่ระหว่างทาง เช่น…

  • We’re on our way to your home, so save some supper for us!

เราอยู่ระหว่างทางมาที่บ้านคุณ ได้โปรดเถอะเก็บอาหารค่ำไว้ให้พวกเราด้วยนะครับ 555

… ของแถม


all the way

สำนวนนี้ใช้เมื่อเราสนับสนุนหรือต่อสู้อะไรบ้างอย่างแล้วเราทำจนถึงที่สุดนะครับ ตัวอย่างเช่น

  • If you want to complain to the boss, I’ll support you all the way.


in someone’s way

เป็นภาษิตที่แสดงว่าเราไปขวางไม่ให้คนอื่นเคลื่อนที่ หรือ(บางครั้ง)ก้าวหน้าครับ ตัวอย่างประโยคคือ

  • Several people stood right in my way, so I couldn’t move.

และผมจบด้วยเรื่องเล่า(ที่อาจจะไม่จริงได้ นะครับ) ผมเคยได้ยินข่าวว่าประเทศฟิลิปปินส์ ต้องออกกฏหมายห้ามไม่ให้คนร้องเพลง “My way!” ในร้าน Karaoke เพลงนี้เป็นของคุณลุง Frank Sinatra อดีตที่เป็นมาเฟียชื่อดังในอเมริกา เพราะเมื่อมีคนร้องเพลง My way นี้ในร้าน Karaoke จะทำให้คนในร้านถึงกับยิงกันตายได้นะครับ (ในข่าวของ CBS แจ้งว่าร้องเพี้ยนะครับ 555) ดูรายละเอียดของข่าวทั้งหมดได้ที http://www.cbsnews.com/stories/2007/06/02/world/main2877951.shtml

 

Articles

TOEFL 39: Cold call คืออะไรคะ?

Q: อ.สิระ อยากทราบว่า “cold call” เป็นวิธีการสอนอย่างหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาไช่ไหมคะ มันคืออะไร?คุณเพ็ญจันทร์ เจริญสุข

ผมขอตอบเป็นส่วนๆ ดังนี้นะครับ

Cold call คืออะไร?

คือการที่อาจารย์เรียกผู้เรียนทำการเปิด case (สรุปเรื่องราวที่ได้อ่านในคืนก่อน) และในบางครั้งในแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับ case การเรียนในลักษณะกรณีศึกษานี้เดิมทีเป็นเอกลักษณ์ของ การเรียนที่โรงเรียนกฎหมาย ซึ่งต้องการให้ผู้เรียนสามารถรับรู้ข้อมูลจำนวนมากจากเหตุการณ์ในอดีตและ สามารถนำประสบการณ์จากผู้เขียนกรณีศึกษาและการได้ discuss ในห้องเรียนไปใช้ งานจริงเมื่อมาทำงานในสำนักงานกฎหมาย ในปัจจุบันการเรียนดังกล่าวได้มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายใน B-School หรือโรงเรียนทางด้านบริหารธุรกิจเพราะจะสามารถให้ผู้เรียนสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์บริหารได้อย่างรวดเร็ว

 

เมื่อนักเรียนท่านแรกได้กล่าวสรุป case เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ก็อาจจะ cold call นักเรียนคนที่สองว่าคิดอย่างไร จากนั้นอาจารย์ก็มักจะถามทั้งห้องว่ามีใครที่ไม่เห็นด้วยและเปิดโอกาสให้แสดง เหตุผล ซึ่งในหลายวิชา, การมีส่วนร่วมในห้องเรียนและแสดงความเห็นจะมีผลต่อคะแนนในเทอมนั้นอาจจะมาก ถึง 60% ซึ่งมากกว่าการทำข้อสอบและเขียน paper รวมกันก็ได้ครับ และการเรียนลักษณะดังกล่าวอาจจะทำให้นักเรียนต่างชาติหลายคนมีปัญหาและได้รับคะแนนน้อยในวิชาดังกล่าวได้

ประโยชน์ของ cold call คืออะไร?


โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยกับวิธีการเรียนหนังสือที่มีการใช้ cold call มาเป็นส่วนผสม เนื่องจากการเรียนการสอนในลักษณะดังกล่าวสามารถทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมใน การเรียนได้อย่างมาก
เพราะการเรียนของ ผู้ใหญ่(ปริญญาโทหรือปริญญาเอก)นี้ บทเรียนก็มาจากความคิดของทั้งเพื่อนร่วมห้องและอาจารย์ นอกจากนั้นห้องเรียนที่มีการ cold call ก็จะเป็นการ “กึ่ง” บังคับให้ผู้เข้าเรียนเตรียมตัวมาก่อน เข้าเรียน ไม่ใช่มาเป็นเพียงแค่ “ผู้นั่งฟัง” เท่านั้น เราจะเห็นได้ว่าการเรียนโดยมี discussion นี้จะส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้เราฝึกฝนทักษะในการเสนอผลงาน, หัดทักษะในการเข้าของประชุม รวมทั้งฝึกทักษะการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น หากนำ cold call มาใช้ได้อย่างถูกต้องและผู้เรียนมีความตั้งใจ การเรียนการสอนที่มี cold call นี้จะสนุกมากครับ (ไม่มีคนหลับแน่นอนครับ)

 

เทคนิคของผู้เรียนที่จะประสบความสำเร็จกับการเรียนแบบ cold call


ผู้ที่จะได้คะแนนสูงจากการเรียนที่มีการ cold call ควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • ต้องอ่าน หนังสือล่วงหน้าก่อนค่อนข้างเร็ว อ่านเพื่อจับประเด็นใหญ่โดยดูหัวข้อหรือเป้าประสงค์ของการเรียนในครั้งนั้น อย่างเพิ่งสนใจในรายละเอียด
  • ควรจะ form กลุ่มเพื่อ discuss case ดังกล่าวก่อนเข้า “สนามรบ”
  • คนที่จะได้ คะแนนสูงไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่พูดมากที่สุด “พูดน้อย ต่อยหนัก” น่าจะสร้างความประทับได้ดีที่สุด พูดซัก 10-15% ของจำนวนครั้งเรียน
  • เตรียม 2-3 cases เป็นพิเศษที่จะเสนอเรื่องราวเป็นพิเศษ และอาสาที่จะ comment เมื่ออาจารย์ถามห้องเรียน
  • ในวันที่เรา พร้อมให้นั่งที่ระดับสายตาของอาจารย์จะได้มีโอกาสได้รับการเลือกให้พูดมาก ขึ้น และถ้าอาจารย์ถนัดขวาให้นั่งด้านซ้ายมือของอาจารย์เพราะจะเป็นตำแหน่งที่มี โอกาสที่อาจารย์จะเห็นเราได้ชัดสูงเมื่ออาจารย์หันกลับจากการเขียนกระดาน และในวันที่ไม่พร้อมให้ทำสิ่งที่ตรงกันข้าม 555
  • อย่าลืมทำบันทึกว่าเราได้พูดในวันไหนบ้างและให้คะแนนตัวเองทุกครั้งหลังการเรียนเพื่อจะทำให้เรารู้สึกกระตือลือร้นครับ
  • ฝึก อ่านไว (spead reading), ทักษะการเสนอผลงาน (presentation skill) และ ทักษะการพูดในที่สาธารณะ (public speaking) อาจจะเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเรียนหนังสือที่มี case studies เป็นส่วนประกอบค่อนข้างมากครับ


ของแถมครับ – Warm call คืออะไร?

การ warm call อย่างที่ชื่อบอกนะครับว่ามันไม่ได้ cold (เยือกเย็น หรือใจจืดใจดำ) ในบางครั้งอาจารย์อาจจะรู้สึกว่ามีนักเรียนบางท่านไม่ค่อยได้พูดในห้องเรียน จงไม่สามารถที่จะให้คะแนนการมีส่วน ร่วมได้ อาจารย์อาจจะบอกชื่อผู้เรียนไปล่วงหน้าเลยว่าใครที่จะเป็นผู้เปิด case และ/หรือ ใครที่อาจารย์จะเรียกให้ discuss เป็นพิเศษ

 

แล้วคุยกันอีกครับ 🙂
ดร.สิระ สุทธิคำ